2008/Jun/28

Title: Black Beat
Status: 7/7
Fandom: BigBang
Pairing: Tempo x Jiyong
Author: kiba kai
Rating: R [overall story] for violence and sexual implication
Genre: Drama, Alternate Universe, Dark Theme
Disclaimer: don’t own the boys, no money made
Warning: YAOI [BOY x BOY]

Author’s Note: thanks for all the reviews, I’m really touched!
2nd Note: You can see Tonn's fanart and watch Trailer from dozzie for this chapter~ >here<
Image Song: Until Whenever : Bigbang

 








Black Beat
By kiba kai



...

คนของแทควอนที่ไม่บาดเจ็บมากและยังขยับร่างกายไหวต่างแยกย้ายกันออกตามหาควอนจียงตามคำสั่งของทงยองเบ คฤหาสน์ทั้งหลังแทบถูกพลิกหาจนทั่ว แต่กลับไร้ซึ่งวี่แววของเด็กหนุ่ม

จะมีก็เพียงแค่ห้องขังห้องเดียวเท่านั้นที่ถูกเปิดทิ้งไว้ ร่อยรอยภายในเหมือนว่าเพิ่งถูกใช้งานไปไม่นาน...

ในห้องนั้นไม่มีสิ่งใดอื่น...

นอกจากสร้อยกางเขนเงินที่ราวกับจงใจทิ้งไว้ให้เห็น

...

เป็นแกใช่ไหม! คราวนี้ยังต้องการอะไรอีก...

อิมแทบิน


...




Chapter 7 : Our Truth






...





คราบเลือดที่เช็ดไม่ออก...

เสียงครวญครางที่ยังไม่สิ้น...

เป็นเวลานานเกินกว่าสิบปีแล้ว ที่คฤหาสน์แห่งซันฮวาไม่ได้มีโอกาสต้อนรับชายที่ชื่อคิมจินอู แม้ในวันนี้ตัวอาคารจะไม่ได้มีแสงสว่างเหมือนอย่างเคย และจินอูที่ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาจะไม่ใช่เด็กหนุ่มมุทะลุคนเดิมอีกต่อไป แต่อดีตนั้นเล่า ...ยังยากจะละทิ้ง

...

“ฉันไม่ได้แพ้...” คือคำทัดทานจากปากของเด็กหนุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้าขององค์กรหน้าใหม่ที่เติบโตเร็วที่สุดของโซล ‘แทควอน’

ชายวัยห้าสิบต้นยกยิ้มมุมปาก โนอูชอน นายใหญ่แห่งซันฮวาไม่ได้ถือสาอะไรที่หนึ่งใน ‘ศัตรู’ ของเขาจะให้เกียรติมาเยือนถึงหน้าประตูบ้าน แก้วไวน์แดงทรงสูงถูกยกขึ้นเพื่อลิ้มลองกลิ่นหอม... la vie en rose... ขีวิตที่แสนสั้น “...ฉันก็ไม่ได้บอกว่านายแพ้”

...ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงยอมยิ้มรับความตายที่คืบคลานเข้ามา ยอมยิ้มรับโรคร้ายที่หมดทางรักษาและกำลังกัดกินชีวิตเข้าไปทีละน้อย... กับคนที่อำนาจบารมีแผ่ขยายไปทั่วทั้งอินชอนและโซลตะวันตกดุจไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงา นักธุรกิจหรือกระทั่งนักการเมืองยังต้องฟังเสียงของเขาผู้นี้

แต่สุดท้ายกลับเอาอะไรไปไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว โนอูชอน... ศัตรูที่คิมจินอูยอมรับจากใจจริง ขุนเขาที่สาบานตนว่าสักวันจะก้าวข้ามไป

“ฉันจะต้องเอาชนะซันฮวาที่ยิ่งใหญ่ไห้ได้ เพราะงั้นอย่าเพิ่งรีบตายไปก่อนล่ะ” วาจาที่ได้ลั่นไว้ จะสำคัญแค่ไหนหากใจไม่ถือมั่น

เสียงหัวเราะปลายจมูกที่ทำเหมือนเขายังเป็นเด็กน้อย “ก็เอาสิ ถ้าคิดว่าทำได้ก็ลองดู”

ไวน์แดงขวดเดียวกันนั้นถูกรินมาให้กับมือ ...รสเฝื่อนนิดๆของมันยังคงบาดคอตราบจนวันนี้

หากแต่สัญญาว่าจะรอนั้นกลับสะบั้นลงเพียงไม่นานเมื่อจินอูคล้อยหลัง

...เขายังจำได้ดี ใจเขาไม่มีวันยอมให้ลงจบแบบนี้ ระหว่างซันฮวาและแทควอน ไม่ว่าจะนานแค่ไหน... ไม่ว่า ‘ตัวแทน’ จะเป็นใคร

‘ชัยชนะ’ เหนือศัตรูที่คู่ควรคือสิ่งที่เขาต้องการ

...



เปลือกตาอันอ่อนล้าลืมขึ้นในห้องโถงที่ยังมีกลิ่นคาวเลือด...

...ณ ที่นี่ ...ณ เวลานี้ ในคฤหาสน์ไร้นายที่มีเพียงแสงมืดสลัวและปลอกกระสุนเกลื่อนพื้น

ไร้แผ่นหลังยิ่งใหญ่ของชายที่เคยไล่ตาม...

ดวงตาไร้ความปีติ ริมฝีปากไร้ซึ่งรอยยิ้ม...

...นี่หรือคือ ‘ชัยชนะ’ ที่คิมจินอูเฝ้ารอ


...



“ท่านครับ” ภวังค์ความคิดพลันสะดุดลงเมื่อคนสนิทของเขาเอ่ยขึ้น... “...จียงถูกพาตัวไป” สายตาทีเสมองไปทางอื่นของชเวดองอุคทำให้จินอูพอเดาออกว่าเป็นฝีมือใคร

“ในที่สุดแทบินก็เคลื่อนไหวจนได้นะ... เซเว่น” ...ยังไม่ถอดใจใช่ไหม

ถ้านายยังต้องการโอกาสนี้ ฉันเองก็จะมอบให้




...





กว่าทงยองเบจะจัดการเรื่องที่คฤหาสน์ซันฮวาได้หมดเขาก็เหนื่อยไม่น้อยแล้ว ไม่นึกว่าเจ้านายของเขาจะยังทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่...

“ฉันไม่นอนโรงพยาบาลแน่” คำขาดถูกยื่นมาให้ ไม่ต้องบอกก็พอจะเดาได้ว่าซึงฮยอนรีบร้อนจะไปไหน หรือว่าในใจนั้นคิดว่าแค่ยอมมาผ่าเอากระสุนออกนี่ก็เสียเวลามากเกินไปแล้ว กว่าจะกล่อมให้พักสักชั่วโมงสองชั่วโมงในห้องผู้ป่วยข้างๆคุณซึงริได้ก็แทบแย่ พอเป็นเรื่องของจียงกลับใจร้อนและวู่วามจนไม่น่าเชื่อ ...แต่อย่างไรเสียก็ต้องห้ามให้ได้ เพราะถ้าคนตรงอย่างแทบินถึงกับยอมใช้ตัวประกันแล้วยังทิ้งร่อยรอยไว้ขนาดนั้น คงต้องมีแผนอะไรในใจเป็นแน่... ถอยไปตั้งหลักวางแผนเสียก่อนคงยังไม่สาย

ยองเบใช้เวลาเพียงไม่นานกับการไปรายงานสถานการณ์ให้ซึงริรู้ในห้องถัดไป แต่เมื่อกลับมาห้องพักที่เคยมีการ์ดร่างใหญ่สองคนเฝ้าอยู่ก็ถึงกับกุมขมับ เพราะสิ่งที่เหลือก็มีเพียงห้องว่างเปล่ากับการ์ดสองคนที่นอนสลบอยู่บนพื้นเท่านั้น

...ให้ตายสิ

ชเวซึงฮยอนกับอิมแทบิน

การเผชิญหน้าของสองคนนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆหรือนี่





...





แรงกระชากที่กุญแจเหล็กบนข้อมือห้อเลือดของควอนจียง บังคับให้เขาต้องเดินไปตามแผ่นหลังของคนที่พาตัวเขามา “เข้าไปรอที่นี่ แล้วอย่าทำตัวให้มีปัญหา” ชายหนุ่มในเสื้อกล้ามขาวกับแว่นสีชาสั่งด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนว่าไม่ต้องการให้ฝ่าฝืนก่อนจะทิ้งเขาไว้ในห้องพักที่หรูหราระดับโรงแรมห้าดาว เสียงกลอนที่ลั่นจากภายนอกทำให้จียงถอนหายใจหนักร่างเล็กหลับตาลงช้าๆ... แม้จะหนีออกมาได้แต่แบบนี้มันจะต่างกันตรงไหน... แผ่นหลังบางหันพิงบานประตูใหญ่แล้วทรุดลงนั่งลงกับพื้น

...ที่ชั้นบนสุดของตึกระฟ้ากลางกรุงโซลแห่งนี้ หน้าฉากที่เป็นคลับเฮาส์สำหรับบุคคลชั้นสูงแต่แท้จริงแล้วกลับเป็นคาสิโนของผู้มีอำนาจที่เป็นรองเพียงคิมจินอู ...อิมแทบิน

นี่หมายความว่าอย่างไรกัน... ในฐานะสายสืบของจินอู จียงเองไม่เคยถูกมอบหมายงานใดที่เกี่ยวกับแทบินเลย สิ่งที่แทบินน่าจะรู้เกี่ยวกับตัวเขา เท่าที่พอเดาออกคงหนีไม่พ้นเรื่องของ... ซึงฮยอนสินะ เพราะฉะนั้นการที่พาตัวเขามาแบบนี้ คิดจะใช้เขาต่อรองกับคนๆนั้นหรือไง...

...ถ้าอย่างนั้นก็พลาดแล้ว

ก็ในเมื่อตอนนี้ซึงฮยอนคงจะดีใจด้วยซ้ำหากตัวเขาจะถูกกำจัดไปให้พ้นหูพ้นตาได้

สายตาที่เขาจำไม่มีวันลืม...

...ป่านนี้จะโกรธจะเกลียดเขามากขนาดไหนแล้ว



...




ถนนสายหลักที่มุ่งเข้าสู่ใจกลางเมืองในวันนี้คงไม่มีใครกล้าแข่งความเร็วกับรถสปอร์ตสีแดงที่แทบไม่ยอมลดความเร็วแม้เข้าโค้ง มือขวาของคนขับกำแน่นกับพวงมาลัยรถ... แววตาแข็งกร้าวจ้องเขม็งไปยังถนนเบื้องหน้า หากแต่ภาพที่เห็นนั้นหาได้มีเพียงถนนและแสงไฟสลัวในยามค่ำคืนไม่

...ภาพสุดท้ายที่จำได้ติดตา จียงที่จากเขาไปในวันนั้น ...โกรธตัวเองนัก ถ้าเพียงแต่เขายื่นมือออกไปรั้งไว้ได้ ถ้าเพียงแต่จียงยอมบอกเขาสักคำ

ทำไมถึงคิดว่าเขาจะไม่เชื่อ... ทำไมถึงคิดว่าเขาจะไม่ฟัง

ทำเหมือนเขาไม่อยู่ในสายตา

...รอก่อนเถอะ อย่าให้เจออีกครั้งนะ ควอนจียง

แล้วคราวนี้ถ้ามีใครพานายไปไหนอีก ฉันจะไม่ไว้หน้าทั้งนั้น

ทันทีที่ล้อของคอร์เว็ตหักโค้งเข้ามายังลานจอดรถใต้ดิน บุรุษร่างใหญ่จำนวนหนึ่งเดินเข้ามาล้อมรถของซึงฮยอนไว้ คงไม่ต้องเดาให้เสียเวลาว่าคนกลุ่มนี้รับใช้ใครเพราะว่าหนึ่งในนั้นคือโอจินฮวาน เจ้าของรถใช้มิอขวาเพียงข้างเดียวดันประตูออกและลงมายืนด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“...ไม่นึกว่าจะมาคนเดียว” จินฮวานถือวิสาสะยื่นมือไปยกสาบเสื้อตัวนอกของซึงฮยอนขึ้นดูเพื่อตรวจอาวุธ ... มามือเปล่าอย่างนั้นหรือ “หึ... ไม่รู้จะชมว่ากล้าหรือบ้าดี”

คนๆเดียวต่อคนกว่าครึ่งร้อย จะพกปืนมาหรือไม่คงไม่ต่างกันเท่าไรนักหรอก อีกทั้งในเวลานี้ ไม่ว่าเป็นใครก็คงตระหนักดีว่ากำลังเต้นไปตามเกมของแทบิน แต่หากเพื่อสิ่งที่เขาตามหาแล้ว จะยังคงมีทางเลือกอื่นอีกหรือ

ซึงฮยอนถูกนำทางไปยังลิฟท์แก้วที่พาขึ้นไปยังคาสิโน ...เลือดจากปากแผลที่ยังไม่สมานกันดีซึมออกจากต้นแขนซ้าย ...ขายาวก้าวเข้าประตูลิฟท์อย่างไม่ลังเล

จินฮวานส่ายหน้าอย่างระอาใจเมื่อยืนรอส่งอาคันตุกะคนนี้ “ร้อนรนจริงนะ... ไอ้พวกผู้สืบทอดของแทควอนนี่มันเป็นอะไรกันไปหมด ให้ตายสิ”

ซึงฮยอนเบือนหน้าหนีเสียงหัวเราะเยาะที่เบาลงเมื่อประตูปิด ตอนนี้เขาว้าวุ่นเกินกว่าจะสนใจเรื่องอื่น

...เสียงสัญญานลิฟท์ที่ดังขึ้นเบนความคิดของซึงฮยอนให้กลับมาเผชิญกับอันตรายที่รออยู่เบื้องหน้า

...

ในห้องโถงของคาสิโนที่เปิดเพียงไฟสีอ่อนสลัวนั้น... โต๊ะพนันที่มีทั้งสำรับไพ่และแก้วไวน์ถูกทิ้งไว้ระเกะระกะราวกับว่าเจ้าของสถานที่เพิ่งเคลียร์คนออกได้ไม่นาน ห้องทั้งห้องเกือบจะว่างเปล่า จะมีก็เพียงมุมด้านหนึ่งที่ยกพื้นสูง โต๊ะสำหรับวีไอพีที่น้อยคนนักจะได้รับเกียรติเชื้อเชิญ ...อิมแทบินนั่งสงบนิ่งอยู่บนโซฟาขนสัตว์โดยมีคนคุ้มกันนับสิบรายล้อม

“มาจนได้นะ ซึงฮยอน” แทบินค่อยๆยันกายลุกขึ้น มือสองข้างที่เคยประสานกันไว้ผ่อนลงมาอยู่ข้างกาย แม้จะมองไม่เห็นสายตาของอีกฝ่ายแต่ซึงฮยอนยังรู้สึกถึงอะไรบางอย่างจากตัวแทบินที่ต่างไปจากทุกครั้ง

“แกต้องการอะไร” ...เอาจียงไปไว้ที่ไหน

เจ้าของรอยสักกางเขนก้าวลงบันไดยกพื้นช้าๆ ความเงียบในห้องทำให้ได้ยินกระทั่งเสียงรองเท้าหนังลากผ่านไปทีละก้าว... จนมาหยุดอยู่หน้าซึงฮยอน “พนันไง... เล่นกับฉันสักเกมหนึ่ง” เขาพูดเบาๆพร้อมทั้งหันไปโบกมือให้ลูกน้องเขาพาตัวประกันออกมา “คนของนาย... อยากได้คืนหรือเปล่า”

ตาคมเร่งมองตามไป ...และในวินาทีนั้น ใจเขากระตุกอย่างรุนแรงเมื่อได้เห็นคนที่เขาเพียรตามหามาอยู่ตรงหน้า จะห่างก็เพียงแค่มือเอื้อม... จะพูดได้ไหม ว่าอยากเจอมาตลอด ตั้งแต่คลาดกันที่คฤหาสน์ของจินอู หรือบางทีอาจเป็นตั้งแต่วันที่ซึงริถูกทำร้ายด้วยซ้ำ

...ร่างของจียงถูกผลักให้ยืนพิงกำแพงห้องด้านหนึ่ง แขนทั้งสองถูกรวบขึ้นเหนือหัวด้วยกุญแจมือสีเงิน แขนเสื้อเชิร์ตสีขาวร่นลึกลงมาทำให้เห็นว่าข้อมือเล็กๆนั่นห้อเลือดจนถลอก

...

น่าประหลาดนัก ทั้งที่ตัวเขาเองทำร้ายจียงมามากกว่านี้ไม่รู้ตั้งเท่าไร แต่ทำไมตอนนี้เขาถึงโกรธนัก

โกรธ...

เพราะไม่ชอบให้ใครมาแตะต้อง ...เพราะคนที่ทำให้จียงเจ็บได้ไม่ควรจะมีใครอื่น

...ถึงกระนั้นจียงยังคงไม่ยอมมองมาทางเขา ใบหน้าขาวเบือนหนีไปอีกทาง ทั้งสายตาที่หลบลงต่ำเหมือนกำลังหนีความผิด

ก็แล้วทำไมต้องเมินเขาด้วย... ขัดใจยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ชายหนุ่มไม่รอช้าทำท่าจะตรงเข้าไปหา ทว่ามือของแทบินกลับยกขึ้นขวางเขาไว้ “ใจเย็นก่อน” ...แล้วผายไปอีกทางหนึ่ง “ควอนจียงคือเดิมพันทางฝั่งฉัน ชนะให้ได้ก่อนแล้วนายจะพาเขาไปไหนก็เชิญ”

ซึงฮยอนกัดกรามแน่น สายตาฝืนมองตามแทบินไปที่โต๊ะกำมะหยี่สีแดงกลางร้าน ...บนนั้นหาได้มีไพ่หรืออุปกรณ์การพนันอื่นใด

หากแต่มีเพียงปืนรีวอลโว่สีทอง และกระสุนปืนหนึ่งนัดเท่านั้น

...

รัสเซียนรูเล็ตต์

...

ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้วหรือ อิมแทบิน


เกมที่ต้องแลกชัยชนะด้วยชีวิต กระสุนเพียงหนึ่งที่ใส่ในรังเพลิงของปืนลูกโม่ทั้งหก ผู้เล่นสองฝ่ายต้องสลับกันจ่อปืนที่ขมับของตัวเองแล้วยิง ...โอกาสตายมีตั้งแต่ครั้งแรกที่เหนี่ยวไก และสูงขึ้นไปทุกครั้งหากฝ่ายตรงข้ามรอด

“ต้องการชีวิตฉันนักหรือไง” ซึงฮยอนถามเสียงเรียบ

ใบหน้าที่ถูกซ่อนหลังแว่นสีชานั่นสะท้อนอารมณ์ใด ซึงฮยอนไม่อาจรู้ “...ชีวิตนายฉันไม่ต้องการ แต่ความตายของนายต่างหากที่จำเป็น”

...อยากเป็นผู้สืบทอดของแทควอนมากจนต้องทำถึงเพียงนี้สินะ เมื่อสิ้นซันฮวาแล้ววิธีเดียวที่จะอยู่เหนือเขาได้คือต้องข้ามศพเขาไปเท่านั้น จะลั่นไกสังหารตรงๆก็อาจกลัวว่าจินอูจะไม่ยอมรับ ...หากพูดถึงขนาดนี้อิมแทบินคงไม่ได้ล้อเล่น ถ้าเช่นนั้นตัวเลือกของซึงฮยอนคงมีเพียงรับคำท้าที่ถูกยื่นให้ หรือไม่ก็ปล่อยคนของเขาทิ้งไว้ที่นี่…

และด้วยรอยยิ้มมุมปากที่ผุดขึ้นนั้น ขายาวก้าวไปที่โต๊ะกลางห้องแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังสีดำ

“งั้นฉันเริ่มก่อนก็แล้วกัน” … จะเสี่ยงหรือไม่ เลือกยากที่ไหนกัน

ในเมื่อปืนที่จะใช้นั้นเป็นของแทบิน ซึงฮยอนจึงรับเป็นคนบรรจุกระสุนเอง เขามองปีนที่มีด้ามลวดลายคุ้นตาแต่ไม่ทันนึกออกว่าเคยเห็นที่ไหนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนนิ้วมือจะบรรจงหยิบกระสุนบนพื้นกำมะหยี่บรรจุลงรังเพลิง เสียงลูกโม่หมุนตามแรงมือปัดดังก้องไปทั่วทั้งห้องที่เงียบสนิทนี้ เพราะนี่แทบเป็นตัวกำหนดชีวิตของคนทั้งสอง ...และเมื่อมือใหญ่สะบัดอย่างรวดเร็วอีกครั้งเพื่อประกบรังเพลิงเก็บเข้ากับตัวปืน ก็ถือเป็นสัญญานว่าเกมตัดสินเป็นตายนี้ได้เริ่มขึ้นแล้ว

...

ลมหายใจถูกสูดเข้าจนลึก... ไกปืนสีทองสะท้อนต้องแสงไฟ ...ความตายในมือที่เลือกแล้วว่าจะท้าชนดูสักครั้ง ชเวซึงฮยอนปรายตาเพียงน้อยขึ้นมองร่างบางในเสื้อขาว

...ยังไม่ยอมหันมามอง

ปากกระบอกปืนถูกยกขึ้นจ่อข้างขมับ พร้อมกับรอยยิ้มบางที่ราวกับว่าจะยอมรับในผลของมัน แม้ว่าพระเจ้าองค์ไหนก็ตามที่กำลังมองอยู่จะยิ้มตอบกลับมาหรือไม่

...

และในเสี้ยววินาทีที่ไม่มีผู้ใดกล้าหายใจนั้น...ไกปืนก็ถูกกดลง










...

...ชเวซึงฮยอนยังไม่ตาย

...

สิ้นเสียงไกปืนครั้งแรกนั้น ควอนจียงที่ยังคงก้มหน้าหนีมาตลอดรู้สึกถึงแรงบีบรัดในอก... เขาไม่เคยนึกฝันว่าคนอย่างซึงฮยอนจะทำอะไรบ้าๆแบบนี้ แค่ที่เดินเข้ามาหาแทบินด้วยตัวคนเดียวก็มากเกินพอแล้ว... ริมฝีปากบางเม้มแน่นเข้าหากัน... อย่าบอกนะ ว่ามาเพื่อเขา

...เรื่องนี้มันถึงตาย เจ้าคนโง่นั่นไม่รู้หรือไง

จะทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร ...

...อย่าทำให้เขารู้สึกแบบนี้ได้ไหม…





...ยังไม่ถึงฆาตสินะ

ซึงฮยอนที่กำด้ามปืนไว้แน่นค่อยๆวางมันลงกับโต๊ะ เขาดันมันไปข้างหน้าช้าๆเพื่อให้แทบินได้ลิ้มรสความรู้สึกเช่นเดียวกันกับเขา ...ทว่าสีหน้าของแทบินยังคงไม่เปลี่ยน จะมีก็เพียงศีรษะที่ค้อมรับหนึ่งครั้งเป็นเชิงรับรู้

รีวอลโว่สีทองถูกรับไปเพื่อเล่นเกมต่อในทันที... ไม่มีแม้ความลังเล ราวกับชีวิตเขาไม่ได้ถูกวางเดิมพันไว้... ราวกับว่าเตรียมใจจะตายได้ทุกเมื่อ

อิมแทบินที่ซึงฮยอนรู้จักเป็นนักพนันทั้งกายและใจ ทั้งความกล้าได้กล้าเสียและบ้าบิ่นที่ตระหนักกันไปทั่ว วีรกรรมทั้งนอกและในองค์กรของเขาไม่ว่าจะเป็นการขยายอาณาเขตหรือการปกครองล้วนเฉียบขาดและรุนแรง รู้จังหวะการเสี่ยงและอ่านเกมขาดว่าควรเดินหน้าหรือถอยหลัง ...เรียกได้ว่าเป็นคนที่เพรียบพร้อมจะเป็นผู้นำคนต่อไปของแทควอนที่สุดแล้ว

และคิมจินอูเองก็น่าจะรู้ดี...

ความเกี่ยวข้องใดๆที่มีระหว่างซึงฮยอนและแทบิน นอกจากเรื่องระหองระแหงกันของจินฮวานกับซึงริแล้ว ก็มีเพียงเรื่องของยูบินเท่านั้น ซึงฮยอนยังจำได้ดีถึงเมื่อครั้งที่บังเอืญเจอกันที่บาร์ เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าหญิงสาวอัธยาศัยดีเจ้าของร้านที่ถูกใจจะเป็นน้องสาวของรุ่นพี่ร่วมองค์กรคนนี้

ไม่มีคำพูดใดที่แลกเปลี่ยนกัน ทว่ารอยยิ้มที่ดูปราศจากเล่ห์เหลี่ยมถูกส่งมาเพื่อทักทาย

ต่างกันเหลือเกินกับในวันนี้ วันที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อขึ้นไปอยู่เหนือใคร ...เป็นคนยังไงกันแน่ อิมแทบิน

...

นิ้วชี้ถูกสอดเข้าโกร่งปืนอย่างคุ้นเคย จะด้วยความรู้สึกเช่นใดก็ตาม แต่สีหน้าของแทบินกลับดูอบอุ่นอย่างน่าประหลาดเมื่อเทียบกับเงามัจจุราชที่อยู่ข้างกาย ...ราวกับเพื่อนเก่าที่ได้พานพบ







...

...ทว่ายังมิพักต้องคร่าวิญญานเขาไปในครั้งนี้



เมื่อไกปืนกระทบความว่างเปล่า ปืนสีทองนั้นเล่าจึงถูกส่งกลับมาให้ซึงฮยอนอีกครั้ง

...

หนึ่งต่อหนึ่งแล้วสินะ

...







แม้ว่าขณะนี้คาสิโนชั้นบนจะเผชิญกับสถานการณ์ตึงเครียดขนาดไหน แต่ที่ลานจอดรถใต้ดินใกล้ทางเข้าตัวตึก โอจินฮวานยังคงปฏิบัติตามคำสั่งที่ได้รับมาอย่างเคร่งครัด ‘ให้รอเพื่อนำทางแขกคนสุดท้าย’

และโรลส์รอยซ์ ซิลเวอร์ เซราฟนั้นก็ได้พาแขกที่ว่านั่นมาถึงแล้ว...

ในยามที่คิมจินอูและชเวดองอุคไปถึงยังห้องโถงของคาสิโนได้นั้น การพนันที่แขวนชีวิตคนทั้งสองไว้บนเส้นด้ายก็มาถึงกลางทาง การเสี่ยงครั้งที่สองของชเวซึงฮยอนกำลังจะเริ่มขึ้นพร้อมกับน้ำตาของควอนจียง... น้ำตาที่จินอูเองเคยเห็นมาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น...

เด็กน้อยที่ทำตามคำสั่งเขาทุกอย่าง เด็กที่เป็นลูกชายของคนในปกครองของเขาเอง... เด็กอายุไม่ถึงสิบขวบที่ร้องไห้กอดศพพ่อและแม่ของเขาเพียงลำพังในบ้านที่มีกลิ่นดินปืนและคราบเลือด เสียงร้องและภาพที่เห็นนั้นบีบคั้นกระทั่งจิตใจของคนที่คิดว่าด้านชาไปแล้วอย่างเขา...

แต่มือที่ยื่นไปโอบกอดนั้นจะปลอบประโลมจิตใจเด็กคนนี้ได้หรือไม่ ด้วยมือของเขาเองนั้นก็อาจเปื้อนเลือดมาแล้วไม่น้อยกว่าเพชรฆาตที่สังหารครอบครัวนี้เช่นกัน ...ผิดหรือไม่ที่เขาถามออกไปว่า ‘ต้องการแก้แค้นหรือเปล่า’ ...และเสียงร่ำไห้นั้นพลันเงียบลง ดวงตาที่ริ้นไปด้วยหยาดน้ำใสกลับกลายเป็นมุ่งมั่นต่อคำถามของเขา

แล้วควอนจียงในวัยสิบห้าปีก็แก้แค้นได้สำเร็จ... ทว่าการช่วงชิงชีวิตของผู้อื่นเป็นครั้งแรกกลับส่งผลกระทบต่อจิตใจของเด็กคนนี้ไม่น้อย จากที่เป็นเด็กพูดน้อยอยู่แล้วยิ่งกลับกลายเป็นเก็บตัว ไม่พูดไม่จากับใคร... ราวกับกำลังหนีอะไรบางอย่าง... ราวกับพยายามจะลืมตัวตนของตัวเองไป

และนั่นคืองานที่ควอนจียงทำได้ดีกว่าคนอื่น เป็นสายเข้าแทรกซึมองค์กรต่างๆ... ไม่ผูกพันกับใคร ไม่ยึดติดกับสิ่งใด

...เปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไรกัน... เพราะซันฮวา หรือเพราะซึงฮยอน

จนดองอุคที่คอยดูแลจียงขอให้งานนี้เป็นงานสุดท้าย ...งานเพื่อฉุดดึงซันฮวาขึ้นให้ยิ่งใหญ่ดังเช่นในอดีต ...คู่ต่อสู้ที่เขาใฝ่ฝันอยากได้คืน ...เงาที่ยิ่งใหญ่ของโนอูชอน จินอูยอมเผ้ารอจนถึงวันที่จียงพาซันฮวามาสุดทาง ...เพราะเมื่อซันฮวาปกครองได้ทั่วทั้งอินชอนแล้ว เมื่อนั้นซันฮวาและแทควอนจะได้กลับมาเป็นศัตรูที่มีศักดิ์เสมอกันเหมือนเมื่อครั้งอดีต

แต่ถึงอย่างไรปาร์คฮงจุนก็ไม่ใช่โนอูชอน... แม้วันนี้แทควอนจะกำชัยชนะไว้ได้ แต่ช่องว่างในใจเขายังไม่ถูกเติมเต็ม

...ทั้งๆที่ส่วนลึกในความคิดของเขามีเสี้ยวหนึ่งตระหนักดีมาตลอด ...ไม่ว่าจะพยายามสักแค่ไหน สายน้ำและกาลเวลาที่ผ่านไปย่อมไม่มีวันไหลคืนมา

...ผิดเหลือเกินกับสิ่งที่ทำกับเด็กคนนี้

ตัวหมากที่เขาลืมไปว่ามีทั้งชีวิตและจิตใจ...

น้ำตาของจียงที่ไหลออกมาในยามนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีอยู่แล้ว...




...



...




มือที่เริ่มสั่นและเม็ดเหงื่อตามใบหน้าของซึงฮยอน บ่งบอกว่าตัวเขานั้นเฉียดความตายเข้าไปทุกทีๆเมื่อกระสุนจริงยังไม่ถูกลั่นออกไปเป็นครั้งที่สาม

...ยังไปได้อีก ...ยังไม่จบแค่นี้

เสียงหายใจหอบหนักกับความกดดันที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ พยายามฝืนใจให้แข็งเข้าไว้ ...เขายังตายตอนนี้ไม่ได้... นัยน์ตาคมที่เริ่มสั่นไหวเสี่ยงมองไปทางจียงอีกครั้ง

...ในที่สุดใบหน้านั้นยอมหันมามองเขาแล้ว หากแต่คราบน้ำตาบนพวงแก้มนั่นต่างหากที่เขาไม่อยากเห็น

ร้องไห้หรือ...

...อย่าร้องได้ไหม ยิ่งเห็นแบบนี้ยิ่งทำให้เขาอาลัยในชีวิต... ควอนจียงคนนี้กำลังทำให้เขากลัวความตาย

...




...



ปืนด้ามเดิมถูกส่งกลับไปยังแทบินอีกครั้ง และสีหน้าที่เห็นนั้นยังเฉยชาจนไม่น่าเชื่อ ทั้งที่โอกาสรอดในครั้งนี้มีเพียงแค่หนึ่งในสามแล้ว ...รังเพลิงที่ว่างมีอยู่เพียงสองเท่านั้น ทำไมยังคิดว่าจะรอดอยู่อีก

...

ถ้าในคืนนี้มีใครสักคนที่ต้องตาย หากคิมจินอูเลือกได้เขาจะเลือกทิ้งคนไหน ระหว่างอิมแทบินผู้นำที่ ‘เข้มแข็ง’ กับชเวซึงฮยอนที่ใช้ชีวิตด้วย ‘ความรู้สึก’... กระจกสองบานที่สะท้อนสองยุคสมัยของตัวเขา...

วาจาที่ลั่นไว้ว่าต้องการตัดสินตัวผู้สืบทอด เขาไม่ได้โกหก เพราะหากผู้สืบทอดของโนอูชอนคือปาร์คฮงจุนแล้ว ผู้สืบทอดของเขาคงเป็นหนึ่งในสองคนนี้

และทั้งคู่ก็คงเข้าใจถูกแล้วว่าการล้มปาร์คฮงจุนลงคือตัวชี้ขาด แต่คนที่จินอูคาดว่าจะเป็นคนลงมือจริงๆแล้วคือแทบินต่างหาก ...เพราะตั้งแต่เริ่มแรก แรงจูงใจของฝั่งซึงฮยอนนั้นแทบเป็นศูนย์ เขาเพียงต้องการหาคู่แข่งมากระตุ้นแทบินเท่านั้น ...แต่แล้วอยู่ๆจียงก็เข้ามาเป็นตัวแปร ทำให้ท่าทีของซึงฮยอนเริ่มเปลี่ยนไปเป็นน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ และสิ่งที่เขาคิดไว้นั้นถูกต้อง จียงกลายเป็นตัวดึงให้ซึงฮยอนหันหน้าเข้าหาฮงจุน จากที่ไม่เคยหลงใหลความเป็นใหญ่กลับกล้าท้าชนซันฮวาถึงถิ่น แต่แทบินนั้นเล่าเป็นฝ่ายนิ่งเฉยเสียเอง

...ราวกับว่าไม่ต้องการแตะต้องซันฮวา ...ราวกับว่ากำลังรอให้อีกฝ่ายฉกฉวยชัยชนะมาให้

เพราะเขารู้ดีอยู่แล้วว่าอิมแทบินต้องการบัลลังค์ของแทควอนขนาดไหน... หาไม่แล้วคงไม่ต้องแลกชัยชนะกันด้วยเกมพนันที่เล่นกันอยู่นี้

...

...รอยแผลในใจของใครบางคนกำลังถูกกรีดซ้ำ...

...


อิมแทบินยกปืนขึ้นไว้ตรงหน้า จรดยังหน้าผากแล้ววาดลงถึงกลางอก ...จากไหล่ซ้าย... ถึงไหล่ขวา กางเขนแห่งพระคริสต์ที่เขาไม่ได้อ้อนวอนขอสิ่งใด ...ประสงค์เพียงแสดงความเคารพที่อาจทำได้เป็นครั้งสุดท้ายแล้วเท่านั้น











...

แล้วโอกาสรอดเพียงหนึ่งในสาม อิมแทบินยังคว้ามาไว้ได้



ซึงฮยอนกัดกรามแน่น... เพราะนั่นหมายถึงว่าตัวเขาเองยังต้องเหนี่ยวไกอีกครั้ง... ครั้งสุดท้ายจริงๆแล้วไม่ว่าจะอยู่หรือตาย

ความตึงเครียดที่รู้สึกได้จนแสบผิว ...ความตายที่หายใจรดต้นคอ มือใหญ่ยื่นไปรับปืนที่ถูกส่งมาให้และสิ่งแรกที่รู้สึกคือน้ำหนักของมัน ปืนมันหนักขึ้นหรือแรงมือเขาน้อยลง... อยู่หรือตาย คราวนี้มีให้เลือกเพียงสองแล้ว

ความคิดอ่านและความทรงจำมากมายพรั่งพรูเข้ามาในหัว... เพื่อน ครอบครัว ชีวิต... นี่เองสินะที่เขาว่าก่อนความตายมาเยือนชีวิตเราจะไหลย้อนกลับ ทั้งความสุขและความเศร้า ...ความหวังและความเสียใจ ทั้งหมดล้วมผสมปนเปกันในหัว ความสับสนและความสั่นกลัวเกาะกุมรอบกาย

แต่แล้วสิ่งที่ทำให้ลืมทุกอย่างไปจนหมดสิ้น กลับเป็นเพียงเสียงเล็กๆที่เอ่ยชื่อเขาเท่านั้น... “...ซึงฮยอน” ด้วยสีหน้าที่ดูก็รู้ว่ากำลังฝืนยิ้มแค่ไหน ทั้งที่แก้มแดงใสนั้นเต็มไปด้วยคราบน้ำตา

ในหัวถูกแทนที่ด้วยถ้อยคำมากมายซึ่งเหมือนจะมีเพียงคนสองคนเท่านั้นที่ได้ยิน

‘...จะตายไปด้วยกัน’

หนึ่งในนั้นจะใช่คำๆนี้หรือไม่ซึงฮยอนไม่อาจรู้ ...ลมหายใจถูกสูดลึกเข้าปอดอีกครั้ง คราวนี้มันโล่ง... เหมือนไม่เคยเป็นมาก่อน คงเพราะแรงใจและความกล้าที่หวนกลับมา ...ด้ามปืนสีทองในมือจึงกลับมีน้ำหนักเบาลง เขาก้มลงมองมันอย่างพินิจช้าๆ ลวดลายคุ้นตานี่เคยเห็นที่ไหน... ด้ามปืนที่คล้ายกันนี้

เขาจำได้แล้ว ...รีวอลโว่สีเงินของปาร์คฮงจุน ... ถ้าเช่นนั้น “รู้จักกับฮงจุนอยู่ก่อนแล้วใช่ไหม”

แทบินเพียงยิ้มรับ แต่แค่นี้ก็พอเข้าใจได้ ว่าเหตุใดจึงไม่ยอมลงมือกับซันฮวา

“งั้นฉันอยากถามเหตุผล ทำไมถึงอยากขึ้นเป็นใหญ่นัก”

“...คิดว่าไงล่ะ ฉันว่าคนแบบนายนี่แหละที่หาคำตอบได้ไม่ยาก” แทบินเหลือบไปมองจียงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับมา... พยายามจะบอกอะไรเขาหรือ “...มีสิ่งหนึ่งที่ฉันเคยได้แต่รอคอยเหมือนกัน นี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของฉันแล้ว และถ้าคราวนี้ยังคว้ามันมาไม่ได้ด้วยตัวเอง ...ฉันก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไมอีก” ...นั่นหมายถึงบัลลังค์ของแทควอนหรือเปล่า

...

แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรมันคงไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว

ชีวิตของทั้งแทบินและซึงฮยอนกำลังจะถูกตัดสินในครั้งนี้... ปากกระบอกปืนกดแน่นอยู่กับขมับ เปลือกตาหลับลง


...

หนึ่ง หรือ สอง



...

หัว หรือ ก้อย




...

เป็น หรือ ตาย




...










รังเพลิงเปล่าถูกกดลงเป็นครั้งที่ห้า



อาจเป็นเพราะโชคชะตาที่เล่นตลก หรือไม่ซึงฮยอนก็ยังไม่ถึงที่ตายจริงๆ เพราะโดยความน่าจะเป็นแล้วผู้แพ้จากการเล่นรัสเซียนรูเล็ตต์นี้มักเป็นคนที่เหนี่ยวไกในลำดับที่สามหรือไม่ก็สี่เท่านั้น จะรอดจากสองอันดับนั้นมาว่ายากแล้ว แต่การจะรอดจากการยิงครั้งที่ห้านี้กลับแทบไม่มีโอกาสเลย

ลมหายใจที่กลั้นไว้ถูกถอนออกมาจนหมดสิ้น ด้ามปืนถูกกระแทกลงกับโต๊ะ

...ชัยชนะเป็นของเขา

จบแล้วสินะ... กระสุนหนึ่งเดียวในรังเพลิงสุดท้าย

อิมแทบินต้องตาย





ใบหน้าที่ซ่อนอยู่หลังแว่นสีชาเงยขึ้นด้วยความผิดหวัง... ไม่สำเร็จงั้นหรือ

...ไม่มีวันเป็นจริงแล้วใช่ไหม

ทั้งๆที่ยอมทำทุกอย่างแล้ว ทั้งที่ยอมหักใจใช้กระทั่งวิธีสกปรก การบีบคั้นฝ่ายตรงข้ามด้วยการใช้ตัวประกันเช่นนี้เป็นสิ่งที่เขารังเกียจมาตลอด ...แต่ตัวเขานั้นไม่มีทางอื่นให้เลือกเดินอีกแล้ว

สิ่งที่เขาเห็นในตัวซึงฮยอนมันไม่ต่างจากเขาเท่าไรนัก การทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ปรารถนาช่างน่าชื่นชม ขอเพียงอย่าให้จบลงแบบเขาก็พอ

มือที่ยังคงไม่สั่นไหวนั้นยื่นออกมารับความตายที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยง รอยยิ้มที่เยาะเย้ยความพยายามที่สูญเปล่าของตัวเอง ช่างน่าขันนัก ...สองมือที่ยื่นไปไขว่คว้าแม้จะได้มาเพียงอากาศแต่ยังไม่ยอมเลิกรา ทว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว บางทีสิ่งที่ต้องการ วันนี้ต้องยอมรับแล้วว่าไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเขา... ต้องจบลงแบบนี้แล้วสินะ...

นี่หรือวิธีเอ่ยคำลาของเรา...


...

เมื่อหนึ่งชีวิตกำลังจะดับสูญลงตรงหน้า เมื่อนั้นจึงได้รู้ว่าตัวเองกำลังจะเสียคนๆนี้ไปจริงๆ... ร่างกายที่เคยเป็นของเรา มาวันนี้กลับไม่ยอมฟังคำสั่งอีกต่อไป... สองขาก้าวเดินออกจากมุมห้องที่มืดมิดไปย้งแสงสว่างที่ตกลงรอบกาย

“...พอสักทีได้ไหม ...แทบิน”

สายตาแทบทุกคู่จับจ้องไปยังคนที่ไม่คาดคิดว่าจะออกมาห้าม

ชายหนุ่มอีกคนผู้แทบไม่เคยแสดงความรู้สึกใดแม้กระทั่งต่อคิมจินอูผู้เป็นนาย แต่มาตอนนี้ด้วยสีหน้าและแววตาที่อัดอั้นของชเวดองอุค ใครเลยจะรู้ว่ามีความหมายใดแฝงอยู่

อิมแทบินลดปืนลงช้าๆ “...นึกว่าจะไม่มีวันได้ยินออกจากปากนายอีกแล้วนะ ...ชื่อของฉัน” ...หากไม่มีความตายที่ไล่มาจนถึงตัวนี่ นายคงไม่มีวันยอมเปิดปากใช่ไหม ...จะเก็บมันไว้จนวันตายเหมือนที่เคยลั่นวาจาไว้จริงๆหรือ

แต่แทบินเองยังเลือกที่จะรอ... ตั้งกี่ปีมาแล้วที่ยังรออยู่เสมอ และรอยยิ้มบนใบหน้าในครั้งนี้หาได้เจือไปด้วยความเศร้าไม่ ...เพราะบัดนี้เขาไม่ต้องรออีกต่อไป

...

ภาพรอยยิ้มที่ส่งมาให้ราวกับไม่เคยถือโทษนั้นยิ่งทำให้ผู้รับรู้สึกผิดเป็นทวีคูณ... เลือกที่จะไม่ลืมเรื่องของเรามาตลอดอย่างนั้นหรือ นายทำแบบนี้ทำไม... ใช้ทั้งชีวิตที่มี ต้อนจนฉันไร้ทางหนี ...ความเป็นห่วงที่มีมากจนเกินพอดีกับทิฐิโง่ๆ ...ฉันเองที่เป็นคนผิดใช่ไหม

...




...

สิ่งที่แทบินต้องการ... ความยิ่งใหญ่นั้นหรือ ความร่ำรวยนั้นหรือ ตำแหน่งผู้นำนั้นหรือ ...ผิดไปหมดทุกอย่าง

เพราะจินอูคงเห็นมันตั้งแต่วันแรก วันที่ผู้นำคนก่อนของตระกูลอิมพาลูกชายคนโตเข้ามาพบ สายตาที่มองเลยผ่านแม้กระทั่งคนอย่างเขาไป... ไม่ใช่ว่าไม่เคารพ... หากแต่เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้านี้ได้พบสิ่งที่ตามหามานานแล้วต่างหาก

...สายตานั้นทอดมองไปยังชเวดองอุคที่ยืนอยู่เบื้องหลังของเขา คนที่เคยใช้เวลาสองเดือนเพื่อเป็นธุระตามคำสั่งที่เมืองใหญ่ทางตอนเหนือของอิตาลี ...และแทบินเองก็เพิ่งเรียนจบจากเมืองเดียวกัน... บังเอิญหรือไม่กับการที่ทั้งสองกลับมาเจอกันในวันนี้

เด็กหนุ่มที่กำจุดอ่อนของตัวมามอบให้ เขาคงทำได้แค่รับไว้แล้วรอไปด้วยกันเท่านั้น




‘เท่านี้ก็ตายได้แล้ว’



เป็นเพียงคำๆเดียวที่แจ่มชัดอยู่ในหัวของแทบินในขณะนี้ ด้ามปืนในมือถูกยกขึ้นอีกครั้ง “ยังดีที่ก่อนฉันจะตาย อย่างน้อยก็รู้ว่าไม่ได้รออย่างเสียเปล่า...” เกมพนันครั้งนี้ยังคงต้องดำเนินต่อไป เพราะถ้าเขาหยุดตอนนี้ ความเคารพตัวเองที่เขาถือมั่นคงพังทลายลง กับแค่ความหวังที่เขารอมาตลอดถูกเติมเต็มในวินาทีก่อนความตายมาเยือน จะทำให้เขาถึงกับละทิ้งหลักการที่เขายึดมั่นมาทั้งชีวิต เขาคงทำไม่ได้ ...อีกทั้งความรับผิดชอบต่อซึงฮยอน... รูเล็ตต์ที่เขาเป็นฝ่ายแพ้

...

เหมือนจะเข้าใจความคิดของแทบิน ซึงฮยอนเองนั้นก็ไม่ได้มาที่นี่เพื่อชิงตำแหน่งอะไรจากใคร “เกมมันจบแล้ว... ฉันเป็นฝ่ายชนะ” เขาค่อยๆลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วยื่นมือไปคว้ารีวอลโว่สีทองมาไว้เสียเอง “...และฉันก็ไม่ต้องการชีวิตนาย”

ผู้คุ้มกันของแทบินเปิดทางให้ซึงฮยอนเข้าไปหาเดิมพันที่เขาชนะมาได้ มือใหญ่นั้นจับโซ่กุญแจมือของจียงยื่นไว้ข้างหน้า แล้วกระสุนที่เคยประสงค์ไว้เพื่อคร่าชีวิตกลับถูกใช้เพื่อมอบอิสระไปเสียแทน “แล้วถ้าอยากจะรับผิดชอบต่อฉันหรืออะไรโง่ๆพรรค์นั้น ก็ให้ใช้ชีวิตของนายต่อไป เพราะฉันไม่เคยคิดจะเป็นหัวหน้า ถ้านายตายฉันจะไม่มีทางเลือก เข้าใจไหม”

เขาพูดแค่นั้นก่อนวางปืนไว้แล้วดึงแขนจียงไปที่ทางออก ซึงฮยอนชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นจินอูมายืนอยู่ตรงหน้า “สนุกพอแล้วหรือยัง” ...เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม

จินอูยิ้มแล้วชำเลืองมองไปที่จียงก่อน ...ศีรษะของคนอย่างเขาที่ไม่เคยก้มให้ใครผงกเล็กน้อย คำขอบคุณที่ไม่จะเป็นต้องเอ่ยแก่กัน แต่สำหรับซึงฮยอนนั้นเขาหัวเราะเบาๆก่อนจะตอบ “ก็ดี... ก่อนจะไปฉันแค่อยากเห็นอะไรสนุกๆจากแทบินเท่านั้น แต่ไม่คิดว่าแกเองกลับทำให้ฉันสนุกได้ยิ่งกว่า”

เมื่อทั้งสองจากไป ปืนสีทองที่วางสะท้อนต้องแสงไฟนั้นดึงดูดให้จินอูเดินเข้าไปสัมผัส ...

ลวดลายบนด้ามที่คล้ายกันนี้เขาเองก็เคยเห็น... หรือว่า



ปืนสีเงินของโนอูชอน



แทบินคงสงสัยในท่าทีของจินอูจึงบอกออกไป “ปืนนั่นฮงจุนเคยให้ไว้นานแล้วครับ เขาว่าพ่อของเขาฝากมอบให้ ‘คนของแทควอน’ ไว้ก่อนตาย”


...คนของแทควอน

ก่อนตาย...?


ปืนที่คู่กันของซันฮวาและแทควอนอย่างนั้นหรือ

เปลือกตาหลับลงเมื่อย้อนคิดถึงอดีตที่ขาดหาย... เวลาและสายน้ำไม่เคยไหลย้อนคืน ทำไมเขาถึงได้ไม่เข้าใจ... แท้จริงสิ่งที่จินอูต้องการหาใช่ ‘ชัยชนะ’ ไม่ แต่เป็นการ ‘ยอมรับ’ จากศัตรูคนนี้ของเขาต่างหาก

หรือว่าตลอดเวลาที่เขาเอาแต่ไล่ตามแผ่นหลังที่ยิ่งใหญ่ และเฝ้าค้นหาสิ่งที่ต้องการนั้น...

...เขาได้มันมาตั้งแต่แรกแล้ว





......





ระหว่างทางกลับไปยังคฤหาสน์ของซึงฮยอน เสียงเครื่องปรับอากาศที่เบาจนแทบไม่ได้ยินของคอร์เว็ตคงเป็นเพียงเสียงเดียวระหว่างชายหนุ่มสองคน เพราะตั้งแต่ออกมาจากคาสิโนของแทบินแล้วยังไม่มีคำพูดอื่นใดแลกเปลี่ยนกันอีกเลย

บรรยากาศอึดอัดแปลกๆนี่มันเกิดขึ้นเพราะอะไรกัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทั้งคู่ก็แทบไม่ได้คุยกันอยู่แล้ว แต่ซึงฮยอนรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างจะต้องพูด “...นอกจากแผลที่ข้อมือแล้วมีที่อื่นอีกหรือเปล่า”

จียงส่ายหน้าเบาๆเพื่อปฏิเสธแต่ไม่ได้เปล่งเสียงออกมา “พูดไม่เป็นหรือไง ฉันขับรถอยู่นะ... แล้วใครเป็นคนใส่ ไอ้กุญแจมือนั่น”

“...ไม่มีแล้ว” เสียงนั้นอ่อยลงจนซึงฮยอนรู้สึกไม่ดี “คนของซันฮวาเป็นคนใส่”

“ฮงจุนล่ะสิ...รู้อย่างนี้...” ...น่าจะเล่นมันให้หนักกว่านี้ ภาพของจียงที่ขมวดคิ้วเหมือนไม่เข้าใจทำให้ซึงฮยอนอารมณ์เสีย …นี่ไม่รู้หรือว่าเขา...? …

“นายไปที่ซันฮวามาเหรอ แล้วคุณฮงจุนเป็นยังไงบ้าง” สีหน้าของจียงเป็นกังวลจนเห็นได้ชัด

ดีนี่ แทนที่จะถามถึงฉัน “ก็มันยิงฉันเนี่ย!” เขาตอบเสียงดังจนจียงต้องเงียบ...

ความอึดอัดที่ยังคงมีต่อไปคงเป็นเพราะจียงไม่เข้าใจว่าเขากำลังโกรธ ... “...ยังไม่ตายหรอก” เขาตอบไปส่งๆ แล้วที่ทำเขาอารมณ์เสียมากกว่าเดิมคือจียงที่แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก



เมื่อกลับมาถึงห้องรับแขกได้ซึงฮยอนพยายามถอดเสื้อตัวนอกออก แต่แผลที่แขนซ้ายทำให้เขาไม่ถนัด จียงที่เข้ามาช่วยยืนมองแผลที่มีเลือดไหลซึมนั่นแล้วถึงกับหน้าซีด

ซึงฮยอนนั่งลงบนโซฟากำมะหยี่สีแดงตัวเก่า “ไม่เป็นไร ฉันจะไปโรงพยาบาลพรุ่งนี้...”

เหมือนซึงฮยอนจะอ่านสายตาของจียงที่ถามอยู่ในใจออกว่าเหตุใดจึงไม่ไปเสียวันนี้... “...ฉันยังไม่อยากไป”

...นายไม่รู้หรือ

จียงชะงักไปกับสายตาของซึงฮยอนที่ส่งมาใหม่ในครั้งนี้ มันไม่เหมือนกับครั้งที่ยังมีความโกรธหรือโมโหใดๆ ...มันลึกล้ำกว่านั้นมาก แต่จะเหมือนเมื่อครั้งที่ซึงฮยอนนอนกับเขาก่อนหน้านี้ไหมเขาไม่อาจรู้ เพราะทุกครั้งเขาไม่เคยยอมสบตาด้วย ยามทีรู้ตัวว่าจะถูกแตะต้อง เขาจะหลับตาหนีเสมอ แต่แล้วครั้งนี้...

ซึงฮยอนเอื้อมมาจับที่ข้อมือเหนือแผลของเขาทั้งสองข้างอย่างแผ่วเบาแล้วดึงเข้าหาตัวช้าๆ "ควอนจียง... ลองตอบฉันมาหน่อย ทั้งชื่อ หรือแม้กระทั่งร่างกายนี้ มีอะไรที่เป็นของตัวนายเองบ้าง"

...ก็คงไม่มีอีกแล้ว ไม่มีอะไรเหลือไว้ให้ตัวเองอีกต่อไป

ถ้าซึงฮยอนพูดจริงว่าไปหาเขาถึงที่ซันฮวา แล้วยังยอมเล่นเกมบ้าๆนั่นกับแทบิน ...สายตาที่มองมาก่อนซึงฮยอนจะเหนี่ยวไกปืนแต่ละครั้งมันเหมือนจะบอกลาเขาด้วยความอาลัย ถ้าเช่นนั้นพอจะคิดได้ใช่ไหมว่าไม่ได้โกรธแล้ว... พอจะคิดได้ไหมว่าตัวเขาเองอาจมีความหมายต่อคนๆนี้ได้เหมือนกัน

...ใบหน้าของจียงค่อยๆเลื่อนลงมาหา ปลายลิ้นเล็กแตะที่ริมฝีปากของตัวเองอย่างไม่ทันตั้งใจ ก่อนจะประกบลงบนเรียวปากของซึงฮยอน ...ปากบางสีแดงสดละเลียดขบเม้มอย่างแผ่วเบาด้วยเขายังไม่เคยชิน... ไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

ซึงฮยอนที่กำลังเป็นฝ่ายถูกจูบไม่ยอมหลับตาลง ทั้งยังไม่ยอมตอบรับสัมผัสใด... ตาคมได้แต่เฝ้ามองปลายคิ้วบางที่ขมวดมุ่นด้วยอารมณ์ มือทั้งสองข้างยังวางอยู่บนโซฟา...

จียงเริ่มรู้สึกถึงความนิ่งเฉยจนเขาต้องถอยออก

ไม่มีความชุ่มชื้นใดที่แลกผ่านกัน ซึงฮยอนเลียริมฝีปากของตัวเองราวกับจะลบสัมผัสที่จียงมอบให้ “นายทำแบบนี้ทำไม...” มือนั้นดึงร่างเล็กลงมาให้นั่งคร่อมบนตักเขา “...อย่าบอกนะว่าคิดจะขอบคุณ”

ริมฝีปากบางถูกกัดและเม้มเบาๆเหมือนเจ้าตัวไม่รู้จะตอบอย่างไร... แก้มแดงใสระเรื่อชวนมอง... จียง กำลังอาย...

“...ไม่รู้หรือไงว่าแค่นั้นมันไม่พอ” ซึงฮยอนไม่คิดจะหยุดแค่นี้จริงๆ “ฉันไม่ได้ยอมถล่มซันฮวาและรับคำท้าของแทบิน... แค่เพื่อจูบของนาย”

สีหน้าของซึงฮยอนตอนนี้ไม่ได้บ่งบอกเลยว่าเขาดีใจขนาดไหน เพราะกับคนๆนี้แล้วไม่มีเลยสักครั้งที่เขาเป็นฝ่ายได้รับการเชื้อเชิญก่อน จะต้องใช้ความกล้าสักแค่ไหนเพื่อให้คนๆหนึ่งยอมละทิ้งเปลือกแห่งความทรนงของตน

จะต้องใช้ความรู้สึกใดกันจึงยอมทำถึงขนาดนี้...

... จะใช่ความรู้สึกเช่นเดียวกันนี้ไหม

ซึงฮยอนยกยิ้มอย่างอ่อนโยนที่มุมปาก สายตาที่ทอดมองบ่งบอกว่าเขาหลงใหลคนตรงหน้าเกินกว่าจะผลักไส... เสียงลมหายใจที่ปลายจมูกหยอกเย้าน้อยๆเมือกดลงกับผิวแก้ม ...ปลายมือค่อยๆสอดประสานบนแผ่นหลังเล็กๆนั่นเพื่อรั้งให้ร่างของจียงเข้ามาแนบชิด

ริมฝีปากอุ่นบรรจงประทับลงบนอกซ้าย แม้ไม่ได้หมายให้เจ็บปวด หากแต่ส่งผลถึงความรู้สึกภายใน... หัวใจดวงน้อยกำลังถูกบีบ “...เข้าใจหรือยัง”

...

ฝ่ามือใหญ่ไล้แผ่วไปตามผิวเนื้อขาวเนียน และปลายประสาททั่วร่างของจียงกำลังตอบรับสัมผัสเหล่านั้น... ช่างแตกต่างไปจากทุกครั้ง... อ่อนโยน เหมือนกับว่าซึงฮยอนไม่เคยแตะต้องเขามาก่อน

ร่างเล็กถูกรวบลงกับโซฟา อาภรณ์ใดๆล้วนเป็นสิ่งกั้นขวาง... ผิวกายขาวล้วนแดงเรื่อขึ้นในทุกที่ที่มือใหญ่พาดผ่าน รอยจูบถูกทิ้งไว้จนทั่วทั้งแผ่นอกและลำคอ

นิ้วมือบางจิกลงกับไหล่หนาเมื่อรู้สึกถึงไอร้อนของอีกฝ่ายที่แทรกเข้า ...ความเจ็บปวด ที่คราวนี้เขาเป็นฝ่ายเลือกเองว่าจะยอมทน

กายที่เสียดสีและสายตาที่สอดประสาน... ซึงฮยอนไม่เคยรู้มาก่อนว่าความสัมพันธ์ทางกายจะทำให้เขารู้สึกเหมือนจะขาดใจได้เท่าครั้งนี้

...ชื่อที่ถูกเรียกซ้ำๆ เป็นชื่อของนายและฉันจริงๆใช่ไหม

ไม่มีสิ่งใดสำคัญอีกต่อไป ชเวซึงฮยอนและควอนจียงรู้แค่ว่าต้องการเพียงสัมผัสนี้


... ราวกับอากาศ


... ราวกับเชื้อไฟ


... ‘อย่าทิ้งฉันไว้’


... ‘อย่าไปจากฉัน’


ถ้อยคำที่ไม่ได้เอื้อนเอ่ยด้วยคำพูด แลกเปลี่ยนกันผ่านทางสัมผัสที่ปลายนิ้วและริมฝีปาก

อบอุ่นเหมือนไม่เคยได้รับการปลอบประโลมใด...

จียงรู้สึกเต็มตื้นในหัวใจเสียยิ่งกว่าปาฏิหารย์ครั้งแรกที่เคยได้รับ คือชีวิตใหม่นี้ที่ได้มาจากผู้มีพระคุณ คือใครสักคนที่ยื่นมือมาโอบกอดเขา...

ได้รับมาอีกครั้งแล้วสินะ

...

ซึงฮยอนก้มประทับริมฝีปากลงข้างแก้มของจียงอีกครั้ง ก่อนเปลือกตาหลับลง พลันคำถามของจินอูที่เคยตอบไว้ก่อนไปซันฮวาแล่นเข้ามาในหัว... คำถามที่ว่าคนอย่างเขาถึงกับยอมเสี่ยงทำถึงขนาดนี้เพราะอะไร ...และสิ่งใดที่ต้องการจากควอนจียง

...

‘...ทุกสิ่งทุกอย่าง’

คำตอบนั้นเองยังคงก้องอยู่ในหัว และหลังจากนี้ไม่ว่าจะถูกถามอีกสักกี่ครั้ง ...เขาก็ยังคงจะตอบเช่นนี้เรื่อยไป






...

 

 

 

...



เสียงรองเท้าสองคู่กระทบพื้นหินขัดเงาของโรงพยาบาลในเขตอินชอน ประตูห้องพักบนชั้นพิเศษถูกเคาะเบาๆสองสามครั้งก่อนเจ้าของห้องที่พอมีแรงขยับกายแล้วจะแง้มประตูออกดู

ซองเบคคยองเบ้หน้าเล็กน้อยเมื่อสิ่งแรกที่เห็นเป็นช่อดอกไม้สีส้มขนาดใหญ่ “ไม่มีใครอยู่” เขาพยายามกระแทกประตูกลับแต่คนที่อยู่ด้านนอกยังไวกว่า

อิมแทบินแค่ออกแรงเพียงเบาๆก็สามารถเอาชนะคนป่วยที่ยังมีรูกระสุนอยู่กลางอกได้ ชเวดองอุคที่เดินตามเข้ามาหยุดค้อมหัวเล็กน้อยต่อชายอีกคนที่นั่งบนรถเข็นแล้วยื่นช่อดอกไม้ให้ “ถึงพวกคุณครับ” ปาร์คฮงจุน ถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะพลิกการ์ดที่แนบมาด้วยขึ้นดู

“เอากลับไปได้ไหม” กี่ครั้งแล้วที่ทำแบบนี้ วันแล้ววันเล่าที่ดอกไม้พวกนี้ถูกส่งมาให้ แต่เขาไม่เคยรับ เพราะแบบนี้หรือเปล่าถึงทำให้สองคนนี้ต้องมาเอง

“ผมเอากลับไปก็ได้ แต่อย่างน้อยขอทิ้งการ์ดไว้นะครับ” การ์ดสีขาวที่มีชื่อของคนสองคนนั้นถูกดึงออกแล้วยื่นส่งให้ ทว่าชายที่มีแผลจากกระสุนบนต้นขาและสีข้างยังปฏิเสธที่จะรับ

ผู้ติดตามของนายใหญ่แห่งแทควอนจึงทำได้เพียงวางมันไว้บนโต๊ะใกล้ๆนั้นก่อนจะขอตัวกลับออกไป

“เดินได้หรือยัง” เสียงนุ่มของแทบินเอ่ยถามชายที่ครั้งหนึ่งเคยเรียกได้เต็มปากว่า ‘เพื่อน’

“ก็พอไหวแล้ว... อย่าถามเหมือนฉันเป็นคนพิการได้ไหม”

“... แล้วจะมาใหม่” แทบินยิ้มมุมปากน้อยๆก่อนจะเดินไปที่ประตู

แต่ก่อนที่เขาจะเอื้อมไปจับลูกบิด ฮงจุนได้เอ่ยถาม “แก... ได้มาแล้วสินะ ของที่ต้องการ”

นิ้วมือเรียวดันแว่นสีชาขึ้น เสียงในลำคอเปล่งออกเพื่อตอบรับเบาๆ “...อืม”

เมื่อแขกทั้งสองจากไปแล้วฮงจุนจึงหันมาพยักหน้ากับหญิงสาวผมทอง เล็กซี่เองเพิ่งออกจากโรงพยาบาลนี้ได้สักพักแล้ว อาการบาดเจ็บที่เธอมีก็เป็นเพียงร่องรอยของกระดูกแขนขวาที่เคยหักเท่านั้น

หญิงสาวดันรถเข็นของฮงจุนจะออกไปนอกห้อง

แต่ซองเบคคยองที่เข้าไปแอบหลบในห้องน้ำเดินสวนมาพร้อมปากกาในมือ เขาหยิบการ์ดสีขาวนั้นขึ้นดูแล้วยิ้มมุมปาก

“นายทำอะไรน่ะ”

“กำลังขีดชื่อมันออก” ...ชื่อที่เหลืออยู่บนกระดาษขาวมีเพียง ‘ควอนจียง’ เท่านั้น




...





สายลมอ่อนที่พัดต้องกายกับแสงสีเงินของพระจันทร์ในคืนนี้ทอประกายกล้ากว่าปรกติ...

รอยยิ้มมุมปากจรดกับไวน์แดงขวดเก่าที่รอคอยเวลาเปิดอีกครั้งมาเกินกว่าสิบปี...

จุดสิ้นสุดของการรอคอยที่มีเพียงคิมจินอูเท่านั้นที่รู้

แด่ ... เด็กหนุ่มที่เคยเจ็บปวดมามากแล้วกับอดีต

แด่ ... เด็กหนุ่มที่เป็นตัวแทนของอนาคต

เมื่อกรงเหล็กบานนี้ถูกเปิดออกแล้ว จะโผบินไปที่ใดก็สุดแล้วแต่ใจเจ้า...

เหล่าไนติงเกลที่ขับขานได้เพียงยามค่ำคืน...



...












Fin~




























Ps. ขอขอบคุณที่อ่านจบมาถึงตรงนี้ค่ะ

ขอขอบคุณ Lyingtoforget สำหรับ deep analysis ของเรื่องนี้ ... มัน deep มาก ซึ้งใจเป็นที่สุด
ENIGMA สำหรับ beta-reader และอัตราการแลกฟิค สองต่อหนึ่ง...มันเร้าใจมาก ไม่งั้นไม่เขียนเร็วขนาดนี้นะ อ้อ ขอบคุณที่ช่วยคิดชื่อองค์กรของเท็ดดี้ด้วย~
Tonn, naru666 และ sindy สำหรับ... ความบันเทิงยามดึก
Tonn อีกครั้งสำหรับ fanart งามๆ ย้ำกรูโครตชอบ! *จุ๊บ* และ dozzie สำหรับเทรลเลอร์สุดอลังของแชบนี้ เห็นแล้วน้ำตาไหล *หอมแก้มซ้ายขวา*
และคอมเมนต์จากทุกคนนะค๊า ส่วนใหญ่อ่านแล้วโครตซึ้ง ซึ้งจนแบบ... อ่านแล้วหายเหนื่อย 555 เพราะเรื่องนี้เขียนแล้วเหนื่อยจริงๆ

=ShiN @h=, diy, tata, GD→AiiRezZ, D_day, Charoite, (>fon<), petchiko, posh, luft, nakkies, aommyaommy, Dangerous_Girlz, momo, Ryou, E-MAD, natt, ryuka, pee, ellaiya, patongkoh, MiMGB, M€€N,: + : G_jong : + :, dozzie, KawAii_TeMPo, chan_shinwon, KR~VIP, ::Princo::, Saisei, jinkyung, BigBoyLittleGirl, BlackDragon, Professor_pt, RUBBER DUCK*, GD_BB, B.Lucky, little jojo, uk-untitled, coolkid342, pbi, Noo_T_G_4ever, ll*!TequilA!*ll, Chaos, Lady_dark, pantipaza, patty, rizza, KahMoo, min, kapooklook, little_girl, beau-jj, sea_bb

MYSTAR , Ai Shiyorin ^^, ZConline, _ZombiE_ , ::ValLaKU::KiKiE:: , way

*คำนับ*


แต่ว่าถ้าบางคนอยากอ่านเก็บรายละเอียดจริงๆจะลองไปอ่านใหม่ตั้งแต่ต้นก็ได้ค่ะ เพราะจริงๆทิ้งอะไรนิดๆหน่อยๆไว้ตั้งแต่แชบแรก และทุกๆแชบ บางคนอาจจะเห็นบางคนอาจจะไม่ แต่เมื่อตอนนี้รู้เรื่องทั้งหมดแล้ว ไปลองอ่านดูอาจเจออะไรที่ทำให้ร้อง ‘อ๋อ...’ บ้างก็ได้ 55555 เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้หักมุมฟิค... มั๊ง *วิ่งหลบรองเท้า* ~^_^~

ขอบคุณอีกครั้งค่า *โค้ง*

...

Pss. รถจินอู : Rolls-Royce Silver Seraph สีดำ




-------



สุดท้ายนี้เลยอยากมีอะไรเล็กๆน้อยๆให้อีกนิด

เรื่องนี้จะมีตอนพิเศษค่ะ คาดว่าคงเสร็จในวันที่ 5-7 (ถ้าสามารถ) ~T^T~