Title: Breathe In, Breathe Out
Status: One Shot
Fandom: Sungkyunkwan Scandal
Pairing: Jaeshin x Yongha
Author: kiba kai
Rating: ...safe
Genre: General, pre-story?
Disclaimer: don’t own the boys, no money made
Warning: YAOI [BOY x BOY]
Author’s Note: เขียนตอนเดียว เอาขำๆ ^^ อย่าใส่ใจไทม์ไลน์และลำดับเรื่อง
Inspiration: http://www.youtube.com/watch?v=9mK89PZ2YHo -///////-

Breathe In, Breathe Out
By kiba kai
ประตูโครงไม้ขึงกระดาษหนาของห้องพักบัณฑิตขนาดแปดเสื่อถูกเลื่อนเปิดออกอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าเจ้าของห้องนั้นยินดีเสียเหลือเกินที่ได้กลับมาอีกครั้งแม้ห่างไปเพียงชั่วข้ามคืน ร่างสูงโปร่งชะงักเล็กน้อยเมื่อจะก้าวข้ามธรณีประตู ก่อนถอยออกไปปัดเศษฝุ่นเศษดินออกจากชายเสื้อสีฟ้าอ่อนตัวนอกเสียจนหมดจด จะว่าไปมันหาใช่เสื้อสีฟ้าอ่อนธรรมดาไม่ เพราะผ้าที่นำมาตัดเสื้อผืนนี้เป็นของหายากที่รอนแรมจากต่างรัฐอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งใยผ้าและลวดลายดอกโบตั๋นที่เห็นนั่น คนที่พอคุ้นเคยอยู่มองก็รู้ว่าต้องเป็นของมีราคาสูง
นี่คงเป็นสาเหตุที่คนในตลาดมองเขาเป็นนานสองนานกระมัง?
‘กูยงฮา’ ลอบยิ้มหลังพัดคู่ใจอย่างอารมณ์ดี
เจ้าของใบหน้าขาวราวกับไข่ปอกเอนหลังลงบนฟูกนอนที่เขาเพิ่งดึงออกมาปู โดยไม่ได้ใส่ใจนักว่ามันทำมุมขนานกับห้องเรียบเรียบดีหรือยัง ...เพราะอย่างไรเขาก็ใช้ห้องนี้คนเดียว
ห้องที่ว่านี่คือห้องพักในสถาบันการศึกษาระดับสูงของแผ่นดินเกาหลี ใช่ นายน้อยยงฮาแห่งตระกูลกูเป็นหนึ่งในบัณฑิตของซองคยูนกวาน แม้วิสัยนักศึกษาทั่วไปจะมีความสุขที่ได้พักผ่อนที่บ้านในช่วงวันหยุด ไม่ก็เตร็ดเตร่ในตลาดเพื่อเลือกซื้อหาขนมของกิน ไม่ก็พบปะสาวงามเพื่อขยับขยายโลกทัศน์ของเด็กหนุ่ม ซึ่งยงฮาล้วนได้ทำเสียจนเบื่อแล้วโดยเฉพาะข้อสุดท้าย หาไม่แล้วชายหนุ่มที่มีใบหน้าโดดเด่นจนแทบมองผาดเป็นหญิงสาวคนนี้จะได้ฉายาว่า ‘ยอริม’ มาจากไหน ทว่าการที่เขารีบกลับออกจากบ้านใหญ่ของตระกูลมานั้นมิใช่ว่ามีเรื่องใหญ่ หากแต่เป็นเพราะทุกครั้งที่ได้กลับไป พ่อของข้าจะหาโอกาสสั่งสอนอยู่เสมอถึงหลักการของพ่อค้าผู้มั่งคั่งและประสบความสำเร็จ ‘ลงทุนน้อย ลงแรงน้อย กำไรงาม’ ซึ่งเขาเองเบื่อจะต้องแสร้งทำเป็นสนอกสนใจ สู้เอาเวลาไปชมจันทร์กับหญิงงามเสียยังดีกว่า
จะว่าพ่อของเขาอยากให้ออกจากซองคยูนกวานเพื่อไปทำการค้าก็ไม่เชิง เพราะการค้าขายอย่างไรเสียก็ต้องใช้เส้นสาย แถมบัณฑิตผู้ทรงความรู้ที่จะเติบโตไปเป็นข้าราชการระดับสูงในภายภาคหน้าล้วนรวมตัวกันที่สถานศึกษาแห่งนี้ การผูกมิตรไว้เพื่อวันข้างหน้าก็ถือเป็นการลงทุนเช่นเดียวกัน
ชายหนุ่มผิวขาวพลิกตัวลงนอนอีกครั้งหลังจากเปลื้องเสื้อตัวนอกไว้ที่ราวแขวน และจุดเทียนหอมกลิ่นประจำที่ได้มาจากต่างรัฐ
จะว่าไปเขาก็ไม่ได้ละเลยคำสั่งสอนของบิดาเสียหน่อย อย่างเรื่องการลงทุนน้อยนั่นปะไร บางเรื่องหากใช้เพียงคารมจัดการได้นั้นถือว่าเป็นการลดต้นทุนไม่ใช่หรือ หญิงนางโลมมากมายที่สมัครใจให้เขา ‘เปิดโลกทัศน์’ อย่างไม่เกี่ยงงอน หรือจะเรื่องลงแรงน้อย แต่ไหนแต่ไรมาเขาเป็นบัณฑิตฝ่ายบุ๋น ไม่ใคร่ชื่นชมการใช้แรงกายอยู่แล้ว การใช้เบี้ยใช้อัฐแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่้เขาต้องการโดยไม่ให้สถานการณ์ดูกระอักกระอ่วนก็เป็นอีกหนึ่งความสามารถของเขา
เปลือกตาบางปิดลงเมื่อปลายจมูกสูดดมความหอมจากเปลวเทียนเข้าเต็มปอด
แต่ก็มีบางเรื่องเหมือนกันที่ไม่ว่่าจะลงทุนอย่างไรก็ไม่น่ามีผลกำไรออกมาได้
...
เสียงฝีเท้าที่เคยชินหยุดลงหน้าประตูห้องเขา “บัณฑิตกูยงฮา เจ้าอยู่หรือไม่”
เจ้าของห้องหยิบเสื้อตัวนอกมาสวมก่อนออกไปรับแขก อย่างที่คาดไว้ไม่ผิด อาจารย์ซองนั่นเอง ซึ่งนั่นทำให้มุมปากบางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย “...เจ้าม้าพยศนั่นไปก่อเรื่องอะไรอีกหรือขอรับ”
“ก็ไม่เชิงว่าก่อเรื่องหรอกนะ แต่มีคนมาบอกข้าว่าเห็นบัณฑิตมุนแจชินอยู่แถวท่าเรือ...”
“ข้าเข้าใจแล้ว ท่านไม่ต้องเป็นห่วงขอรับ” เรียวปากแดงจนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นของเด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นก่อนที่อาจารย์ของเขาจะพูดจบเสียอีก ยงฮากลับเข้าไปหยิบหมวกและข้าวของอีกนิดหน่อยก่อนจะขอตัวออกไป
ชายเสื้อคลุมเนื้อดีพริ้วไหวตามแรงลมยามดึก หัวคิ้วขมวดมุ่นเมื่อนึกถึงว่าบริเวณแถวท่าเรือยามวิกาลเช่นนี้จะมีอะไรนอกจากร้านเหล้าและบ่อนพนัน ...หอนางโลมอีกเช่นกัน แต่สำหรับกรณีม้าพยศหรือกอลโอในประเด็นนี้ยงฮาซึ่งเป็นเพื่อนสนิทไม่ห่วงเท่าไร
...ให้ตายสิ เจ้านั่นไม่เห็นใจความยากลำบากของอาจารย์บ้างเลย คิดว่าการที่พ่อเจ้าเป็นคนโปรดของฝ่าบาทแล้วหมายความว่าจะไม่ต้องกังวลเรื่องถูกถอดชื่อออกจากทะเบียนหรือไง ออกไปกินเหล้าดึกดื่นยังไม่เท่ากับการถูกจับได้ว่าเข้าบ่อนพนันซึ่งเป็นหนึ่งในข้อห้ามข้อแรกๆของบัณฑิต
เขาไปถึงท่าเรือในเวลาไม่นานนักเพียงเพราะคุ้นเคยเส้นทางดีอยู่แล้ว ร้านเหล้ากลางแจ้งในยามดึกที่ยังเปิดอยู่มีให้เห็นประปราย เขากวาดสายตาหาผมยาวๆของกอลโอเพราะเชื่อแน่ว่าคงไม่ได้รวบมัดไว้อย่างบัณฑิตทั่วไป แต่น่าเสียดายที่เขามองไม่เห็นเลย ยงฮาลองสุ่มเข้าไปถามหาในร้านพนันสามสี่ร้านซึ่งแทบทั้งหมดตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘ไล่เจ้านักเลงขี้เมานั่นออกไปแล้ว’
ในคืนเดียวเจ้านั่นคิดจะก่อเรื่องสักกี่แห่ง?
จนสุดท้าย ยงฮาไปหยุดยืนพักบริเวณสะพานไม้เทียบเรือเพราะเป็นที่เดียวที่พอหายใจออกและห่างจากเสียงเอะอะของลูกค้าร้านเหล้าพอสมควร... โชคยังดีที่เขาได้ยินเสียงของบางอย่างกระทบพื้น เมื่อหันไปตามเสียงก็พบว่าเป็นขวดเหล้าบิ่นๆขวดหนึ่งกลิ้งตกมาทางเขา และจากทิศทางที่หล่นลงมานั้น...
...ชายหนุ่มอายุไล่เลี่ยกับเขากำลังหลับไหลไม่ได้สติอยู่ข้างถังไม้ เจ้าของทรงผมยาวรุงรังแถมยังปล่อยปลายผมด้านหน้าปรกหน้าผากคงมีไม่กี่คนนัก
ให้มันได้อย่างนี้สิเจ้าม้าเถื่อน จำเป็นต้องดื่มถึงขั้นขาดสติเลยหรือไงกัน?
ยงฮามองดูสภาพของแจชินผู้เป็นสหายสนิทมาร่วมสิบปีแล้วได้แต่ทอดถอนใจ เขาทรุดนั่งลงข้างๆพร้อมทั้งเอื้อมมือไปตบแก้มเบาๆ “กอลโอ นี่... เจ้า ตื่นสิ” เมื่อไม่ได้ผลจึงลองเขย่าที่ต้นแขน เสื้อผ้าสีหม่นเข้มที่เพื่อนเขาสวมดูไม่ไคร่เรียบร้อย เผยให้เห็นผิวเนื้อสีน้ำตาลทองบนเรียวคอลึกไปจนถึงกลางอก
บัณฑิตหนุ่มรีบตวัดสายตากลับมาที่ใบหน้า “...บ้าชะมัด” มือบางเปะปะดึงสาบเสื้อให้เข้าที่ก่อนจะรั้งแขนข้างหนึ่งของแจชินมาโอบรอบคอแล้วลุกขึ้นยืน “...เจ้าทำข้าลำบากใจนะรู้ไหม”
ด้วยรูปร่างที่ผอมบางกว่ากันแถมยังต้องแบกน้ำหนักของสองคน ทำให้คนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายอย่างยงฮาทุลักทุเลไม่น้อย ไหนจะความหนาวจากลมทะเลที่พัดเข้าชายฝั่ง ทางเดินขากลับในยามนี้ยิ่งดึกสงัดเนื่องจากร้านรวงต่างๆทยอยปิดไปเกือบหมด เขาเหลือบมองใบหน้าคมเข้มที่เอนเข้าหาเขาอย่างไม่ตั้งใจ
ในเวลาแบบนี้ถ้าเจ้าไม่เมาก็คงดี... ยงฮาหัวเราะขึ้นจมูกให้กับความคิดน่าขันที่แวบเข้ามา
“อย่างที่เขาว่ากันจริงๆ เจ้าน่ะคือคนที่ถูกเรียกว่ายอริมใช่ไหม” น้ำเสียงอู้อี้ราวกับคนเมาถูกเอ่ยขึ้นด้านหลัง ซึ่งยงฮาทำได้เพียงเอื้ยวศีรษะกลับไปมอง แต่ไม่ทันเสียแล้ว ชายฉกรรจ์สองคนใบหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์เหล้าตรงเข้ามาผลักแจชินแต่เขาขืนตัวบังไว้จนเสียหลักไปกระแทกประตูไม้ทั้งคู่
ยงฮาเจ็บตั้งแต่หลังหัวไปถึงกลางหลังเพราะโดนน้ำหนักแจชินโถมเข้ามาทับ จึงตั้งใจจะปล่อยเพื่อนเขานั่งลงกับพื้นก่อน แต่ดูเหมือนแขนคู่นั้นจะเลื่อนลงมารัดเอวเขาแน่นขึ้น... เจ้าบ้าเอ๊ย เวลาแบบนี้เพิ่งจะมาพิศวาสเขา
ขี้เมาสองคนตรงเข้ามากระชากแขนแจชินออกแต่ไม่สำเร็จ จึงหัวเราะเยาะแล้วชี้หน้า “ข้าเคยได้ยินแต่ว่าเจ้าคือยอริมที่หมายถึงเลือดฝาดบนแก้มของหญิงสาว ไม่นึกว่าแม้แต่ผู้ชายก็ไม่เว้น”
“ข้าจำไม่ได้ว่ารู้จักพวกเจ้า” ยงฮาขมวดคิ้วเมื่อเห็นหน้าคนที่มาหาเรื่องเขาชัดๆ
“ฮ่าๆ แน่นอน เจ้าจำข้าไม่ได้หรอก คงจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าทำให้นางโลมกี่คนปฏิเสธที่จะรับแขกเพื่อรอเจ้า” มือหยาบเอื้อมผ่านไหล่แจชินไปบีบแก้มของยงฮา “หึ ผิวพรรณแบบนี้ หากข้าทำอะไรแล้วมองแต่หน้าเจ้า ข้าก็คงเชื่อว่า...”
ไม่ทันที่จะกล่าวคำหยาบคายจนจบประโยค เขาถูกข้อศอกของแจชินที่ขวางอยู่นั้นกระแทกเข้าจมูกอย่างจังจนล้มกลิ้งกับพื้น ชายขี้เมาตกใจกับเลือดที่ทะลักออกมาร้องโวยวายไม่หยุด ยงฮาเองก็ตกใจจนยืนตัวแข็งแต่แจชินกลับทำเหมือนว่าแค่ละเมอไปแล้วดึงแขนกลับมากอดเขาไว้อย่างเดิม
ยังไม่ทันที่ยงฮาจะตัดสินใจอะไร จู่ๆประตูไม้ด้านหนึ่งที่เขาพิงอยู่ถูกเปิดออกด้วยหญิงสาวสามคน พวกนางช่วยกันสาดน้ำไล่ขี้เมาสองคนนั่นจนลนลานหนีไป
สาวงามคนหนึ่งเอ่ยขึ้น “ท่านยอริม พวกข้าต้องขออภัยด้วย คนพวกนั้นมาเกะกะร้านทุกวันจนพวกเราอ่อนใจจะไล่แล้ว”
ยงฮาโบกมือพร้อมทั้งยกยิ้ม “ดอกไม้งามอย่างพวกเจ้าน่าจะเคยชิน”
พวกนางรับคำยออย่างเอียงอายก่อนจะเสนอตัวช่วยเหลือเขา “อย่างไรเสียคืนนี้สหายท่านคงกลับที่พักไม่ไหว ค้างเสียที่นี่แล้วข้าจะให้เด็กไปส่งข่าว ท่านว่าดีไหม”
...
รุ่งสางคงมาเยือนในไม่ช้า บัณฑิตหนุ่มนั่งแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสีจากริมหน้าต่าง เขาอมยิ้มเมื่อหันมามองเพื่อนสนิทที่ตอนนี้แทบกลิ้งหลุดจากฟูกนอนตัวเองไปแล้ว ดีที่เขาเลื่อนฟูกของตัวเองให้ติดกัน ส่วนตัวเขาถอยออกไปนั่งกอดหมอนพิงข้างหน้าต่างแทน
ห้องที่พวกนางจัดให้เขาสองคนคือห้องใหญ่ที่ได้รับการตกแต่งอย่างงดงามซึ่งยงฮามีโอกาสมาพักหลายครั้งแล้ว ในหนแรกพวกนางชายตายิ้มให้แล้วถามว่าต้องการห้องแยกและให้พวกนางคนใดคนหนึ่งมาคอย ‘ดูแล’ หรือไม่ เขาจูบแก้มพวกนางทุกคนแล้วปฏิเสธไปทั้งหมด ด้วยข้ออ้างที่ว่าเพราะเขาทำใจเลือกเพียงคนเดียวไม่ลง
กอลโอ เจ้าทำข้าพลาดโอกาสดีๆไปเสียได้
เขาย่นจมูกอย่างไม่จริงนักแล้วขว้างหมอนที่ตัวเองกอดอยู่เป็นนานใส่เพื่อน มันตกลงข้างอกก่อนแจชินจะพลิกตัวมากอดมันไว้ ยงฮาหัวเราะกับท่าทางยามหลับของเพื่อนที่ช่างต่างกับบุคลิคเย็นชาตามปรกติแล้วอดจะแกล้งไม่ได้ มือบางเอื้อมไปดึงหมอนนั่นออก
เพียงไม่นาน แขนยาวเริ่มวาดเกะกะไปทั่วราวกับกำลังละเมอหาอะไรบางอย่าง เรียวปากแดงยิ้มกว้างเมื่อยิ่งรู้สึกขบขัน จนกระทั่งมือนั้นคว้าจับเข้าที่ชายเสื้อเขาได้ “เฮ้ย นี่...” เขาร้องเรียกเมื่อยิ่งถูกดึงแรงขึ้นจนเกือบล้ม ยงฮาเอาหมอนที่ถืออยู่ตีหน้าแจชินให้รู้สึกตัว ซึ่งมันอาจได้ผลเพราะมือหนาคว้าจับหมอนไปแทนแล้วพลิกตัวหนีไปอีกข้าง
...ปลายจมูกโด่งฝังลงกับหมอนใบนั้น และมุนแจชินไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนอีกเลย
...
“ท่านยอริม ตื่นหรือยังคะ” หญิงงามเอ่ยเรียกเขานอกประตูห้องในยามสาย ยงฮาวางหนังสือที่เขาใช้อ่านฆ่าเวลาลงแล้วออกไปเปิดประตู “อรุณสวัสดิ์” เขายิ้มทักแล้วผายมือเป็นเชิงให้คุยกันนอกห้องเพราะเพื่อนเขายังไม่ตื่น “พวกข้ารบกวนเจ้าแล้ว เดี๋ยวเพื่อนข้าตื่นจะรีบไปทันที”
“อย่าถือว่ารบกวนเลย ท่านเดือดร้อนเพราะพวกข้า ข้าควรเป็นฝ่ายเกรงใจ” นางส่งยิ้มเล็กน้อย “ข้่าเตรียมอาหารเช้าไว้ให้แล้ว ท่านจะรับเลยหรือไม่”
“งั้นขอข้าดูเพื่อนข้าก่อน” ยงฮาเปิดประตูเข้ามาอีกครั้งแล้วพบว่าแจชินลุกขึ้นมานั่งแล้ว สายตาขุ่นเคืองของคนเพิ่งได้สติกวาดมองไปรอบห้อง หัวคิ้วยิ่งขมวดมุ่นเมื่อมาหยุดที่หน้าเขา
“เจ้าพาข้ามาที่แบบนี้อย่างนั้นรึ” น้ำเสียงที่ได้ยินนั้นไม่มีแม้จะปิดบังความโกรธขึ้ง
ยงฮาเหลือบมองหมอนของเขาที่บัดนี้ถูกเขวี้ยงไปอยู่มุมห้อง เขาหัวเราะติดปลายจมูกแล้วส่ายหน้าเบาๆ “ไม่เอาน่า เจ้าอย่าเรื่องมากนักเลย ยังไงที่นี่ก็ดีกว่ากระดานไม้ท่าเรือที่เจ้าไปเมาหลับอยู่เป็นไหนๆ”
“ใครให้เจ้าคิดแทนข้า” แจชินลุกยืนแล้วเดินไปดันไหล่ยงฮาที่ยืนขวางประตูให้เปิดทาง แต่ดูเหมือนเขาจะยิ่งโกรธเมื่อมองข้ามออกไปเห็นหญิงนางโลมมากมายมาออกันหน้าห้อง
ยงฮาเห็นเพื่อนเตรียมจะอ้าปากตวาดเลยพูดขึ้นเสียก่อน “ข้าต้องขอโทษแม่นางทั้งหลายด้วย เพื่อนข้าผู้นี้เป็นบัณฑิตคงแก่เรียน วิชาปรัชญาขงจื๊อช่วงเช้าของเราจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่นาน พวกข้าคงต้องขอตัว”
...
ระยะก้าวเดินของชายหนุ่มที่มีความสูงไล่เลี่ยกัน ทำไมจึงได้ต่างกันขนาดนี้? กูยงฮาที่ตอนนี้แทบจะต้องวิ่งเพื่อให้ทันเพื่อนนึกสงสัย แผ่นหลังของมุนแจชินค่อยๆห่างไกลออกไปทุกที บนถนนยามเช้าที่เริ่มมีร้านรวงต่างๆมาวางขายอย่างครึ้กครื้นยิ่งทำให้เขาเดินช้าลง ...แต่ที่สำคัญ เจ้าม้าพยศนั่นจะรีบไปถึงไหน รู้อยู่หรอกว่าไม่ชอบสถานเริงรมย์แบบนั้น แต่จะให้้เขาทำอย่างไรได้
บัณฑิตหนุ่มในชุดคลุมสีสว่างเริ่มทำใจได้และชลอฝีเท้าลง มือบางดึงพัดกระดาษที่มีลวดลายหงส์ทองออกมาจากแขนเสื้อ เขาไม่ได้ร้อนแต่การใช้พัดบางครั้งก็ทำให้ใจเขานิ่งสงบ
...ช่างเถอะ พอมีสติมากกว่าเมื่อคืนแล้วนี่นะ ใช่ว่าข้าอยากคิดแทนเจ้า ข้าจะไปคิดได้อย่างไร แค่ตัวเจ้าเองบางครั้งข้ายังไม่เข้าใจเลย
เป็นเพราะวิชาที่แจชินต้องเรียนช่วงเช้านี้เขาผ่านแล้ว ยงฮาจึงเดินก้มหน้าไปตามถนนอย่างไม่รีบเร่ง จนมาถึงสะพานไม้สีแดงที่อยู่ไม่ไกลจากรั้วซองคยูนกวาน และคนที่เห็นยืนพิงราวสะพานรออยู่นั้นทำให้คิ้วบางเลิกขึ้นสูงด้วยความประหลาดใจ “เจ้าแวะที่ไหนหรือไง ทำไมถึงเดินช้านัก”
เรียวปากแดงยกยิ้มกว้างโดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจ ยงฮาตบก้านพัดทั้งหมดลงบนฝ่ามือ แขนข้างหนึ่งถือวิสาสะเอื้อมออกไปโอบรอบคอแจชิน “อะไร ห่างกันครู่เดียวเจ้าก็เป็นห่วงข้าแล้วหรือ”
...แล้วก็เป็นเช่นทุกครั้ง ไม่เคยมีคำตอบกลับสำหรับคำถามนั้น มีเพียงความเงียบงันที่เขาไม่เคยอิ่มใจ
เพราะบางทียงฮาเคยคิดว่าอยากได้ยินสักครั้งก็คงพอ
แค่ครั้งเดียวแม้มันไม่ได้เป็นคำว่า ‘ใช่’
...
“ยงฮา... กูยงฮา นี่เจ้าฟังอยู่หรือไม่” เสียงทุ้มที่เอ่ยเรียกซ้ำทำให้เจ้าของชื่อที่จิตใจไม่ได้อยู่ร่วมกับบทสนทนาสะดุ้งเล็กน้อย
ภายใต้เปลวเทียวสั่นไหว เขาระบายยิ้มกลบเกลื่อนสายตาสี่คู่ที่รายล้อมอยู่ภายในห้องพักส่วนตัวของประธานบัณฑิต ... “ข้าผิดเองที่ใจลอยถึงหญิงงามคนเมื่อคืนวาน เจ้าถามข้าอีกครั้งสิ”
“ท่านประธานฮาได้รับเรื่องร้องเรียนถึงผลการศึกษาของบัณฑิตมุนแจชินมามาก หลังจากได้ตรวจสอบไปบ้างแล้วก็พบว่าวิชาที่เขาสอบผ่านนั้นมีน้อย ส่วนวิชาที่เขาเข้าเรียนอย่างต่อเนื่่องนั้นมีน้อยยิ่งกว่า ดูจากพฤติกรรมพอเห็นได้ว่าบัณฑิตมุนไม่ได้มีความตั้งใจศึกษาเล่าเรียนเหมือนบัณฑิตคนอื่นๆ เช่นนั้นแล้วเห็นควรให้มีการถอดถอนชื่อออกจะทะเบียนบัณฑิตเพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่าง ...เจ้าเห็นว่าเป็นอย่างไร”
ริมฝีปากแดงเบ้เล็กน้อยราวกับใช้ความคิด “ฟังดูแล้วไม่เหมือนว่าพวกเจ้ากำลังขอความเห็นเลยนี่ ในเมื่อตรวจสอบกันมาเรียบร้อย ยังจะถามข้าทำไมอีก” ยงฮายกถ้วยชาดอกบ๊วยแดงขึ้นจิบ “แต่ข้าเพียงสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง... ที่ว่า ‘ได้รับเรื่องร้องเรียน’ นี่ พวกเจ้ารับมาจากไหนกัน”
ฮาอินซูผู้เป็นเจ้าของห้องเอื้อมไปรินชาเติมให้ด้วยตัวเอง “เจ้าสงสัยอะไรอย่างนั้นรึ”
ยงฮาค้อมศีรษะเบาๆเป็นเชิงขอบคุณหากแต่เขาไม่ได้ยกขึ้นดื่ม “หึๆ ข้าจะสงสัยอะไรได้ นอกจาก... อ้อ เรื่องคลังสินค้าที่ไม่สามารถระบุชื่อเจ้าของได้ที่ท่าเรือ ข้าได้ยินว่าท่านเสนาบดียุติธรรมที่จับยึดมาได้นั้นรับความดีความชอบจากฝ่าบาทไปไม่น้อย ข้าก็เลยห่วงว่าอาจมีผู้เสียผลประโยชน์ใช้ความแค้นส่วนนี้มาลงกับบัณฑิตมุนที่เป็นลูกชาย” ข้อมือบางค่อยๆคลี่พัดกระดาษออก พลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามขอบสีทองอย่างอารมณ์ดี “...ตัวเจ้าเองที่เป็นลูกชายของเสนาบดีกลาโหมพอทราบเรื่องทำนองนี้บ้างหรือไม่เล่า”
หางตาเรียวขยิบหนึ่งครั้งก่อนยงฮาขอตัวออกจากห้องไปพร้อมรอยยิ้ม
...
“ได้รางวัลอะไรมาจากฮาอินซูงั้นรึ” ฝีเท้าหยุดชะงักลงเมื่อยงฮาได้ยินเสียงแว่วทั้งๆที่บริเวณนี้ไม่มีคน ใบหน้ากลมหันมองซ้ายขวาอย่างตื่นตระหนก “มองไปไหนของเจ้า ข้าอยู่บนนี้” ตามด้วยเศษเปลือกไม้ที่หล่นลงจากต้นไม้ใหญ่กลางสวน
เขาแหงนขึ้นไปมองแล้วถอนใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าเพื่อนเขาเอนหลังอยู่บนกิ่งไม้ “กอลโอ! เจ้าก็รู้ว่าข้า... ทีหลังจะคุยกันก็ให้ข้าเห็นตัวก่อนสิ ยิ่งดึกดื่นแบบนี้...” เขาบ่นหลังจากแจชินกระโดดลงมายืนปัดฝุ่นอยู่ตรงหน้า “แล้วเมื่อครู่เจ้าถามอะไร”
“ข้าถามว่าฮาอินซูให้อะไรเจ้า ถึงได้ยิ้มเหมือนคนบ้าแบบนั้น”
“เขาไม่เห็นต้องให้อะไรข้า” เขาส่ายหน้ายิ้มๆ “แล้วทำไมเจ้าถามถึงอินซู”
“...ก็เจ้าเพิ่งออกมาจากห้องเขา”
ยงฮาขมวดคิ้วก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสลับไปมาระหว่างต้นไม้กับเรือนพัก “นี่เจ้า...?”
“ช่างเถอะ คิดเสียว่าข้าไม่ได้ถาม” บัณฑิตหนุ่มในคราบชายพเนจรเดินตรงกลับไปยังห้องที่เขาพักอยู่คนเดียว
แต่เพื่อนเขารีบมาขวางประตูห้องไว้เสียก่อน “เฮ้ เดี๋ยวสิ พรุ่งนี้เจ้ามีเรียนทั้งช่วงเช้าและบ่ายใช่ไหม” ยงฮารู้อยู่ว่าแจชินไม่น่าจะใส่ใจจำตารางเรียนของตัวเองจึงไปดูมาให้ก่อน “ข้าได้ยินมาว่าจะมีทดสอบ ดังนั้นข้าจะเข้าไปด้วย”
มือหนากวาดไหล่ยงฮาให้พ้นไปจากทางเข้า “สองวิชานี้เจ้าผ่านแล้ว จะเข้าไปทำไม”
“เจ้าเองถ้าตั้งใจตอบคำถามก็จะผ่านไปได้ง่ายๆเหมือนกัน แต่เจ้าไม่ยอมแม้แต่จะไปเข้าเรียน” ยงฮาถอนหายใจแต่ยังรั้นตามเข้าไปในห้อง
“ข้าไม่ว่าง นี่ ถอยไป ข้าจะนอนแล้ว” แจชินคว้าหมอนมาโยนลงกลางห้องแล้วพลิกตัวนอนตะแคง
ยงฮายังไม่ยอมแพ้ เขากระชากไหล่คนพูดไม่รู้ความให้หันมาคุยกันดีๆ “วันๆเจ้าไม่เห็นทำอะไร ตกดึกก็ออกไปกินเหล้าตามบ่อนพนันทุกคืนๆ เจ้าตั้งใจทำอะไรกันแน่ คิดว่าทำแบบนี้แล้วพี่ชายของเจ้า...”
เจ้าของห้องกัดกรามแน่น เขายันตัวขึ้นไปจ้องหน้า “นั่นมันเรื่องของข้า” สายตาที่เห็นนั่นคงมีเพียงความโกรธขึ้ง ....และรำคาญเท่านั้น
“ข้า...”
นั่นสินะ...
“ดึกแล้ว เจ้าพักผ่อนเถอะ”
...
“ท่านยอริม! ท่านยอริม” เด็กรับใช้คนหนึ่งของซองคยูนกวานวิ่งกระหืดกระหอบกว่าจะมาหยุดตรงระเบียงชั้นสองของศาลาชมวิว “ข้า... หาท่านจนทั่วเลย ทำไมมาอยู่ที่นี่ล่ะขอรับ ลมหนาวขนาดนี้”
“ฮ่าๆ ช่างข้าเถอะน่า ว่าแต่มีอะไรหรือ” สายตาละจากต้นไม้ใหญ่กลางสวนมายังเด็กน้อยที่แก้มแดงไปด้วยความเหนื่อย
“ท่านกอลโอขอรับ วันนี้เขาเข้าสอบทั้งสองวิชา แล้วยังผ่านการตอบคำถามได้ในครั้งเดียวด้วยนะขอรับ” เด็กน้อยยิ้มดีใจ ยิ่งเมื่อได้รับเหรียญจำนวนหนึ่งจากบัณฑิตที่เอ็นดูเขาเสมอ
คิ้วบางเลิกขึ้นด้วยความประหลาดใจ “อืม ขอบใจนะ แล้วนี่เขาไปไหน”
“เห็นเปลี่ยนชุดแล้วออกไปทางตลาดขอรับ”
...
ชายหนุ่มผิวขาวไม่ได้พยายามซ่อนรอยยิ้มอันสว่างไสวจากใบหน้าแม้แต่น้อยเมื่อเขาเดินไปตามท้องถนน หญิงสาวมากมายที่เคยเคียงคู่คงสะดุดตากับสีหน้าของเขาจึงร้องทักทายไม่ขาดปากแถมยังเอ่ยคำหวานว่ายังคิดถึงและเฝ้ารอ ทำให้กลุ่มของยงฮากลายเป็นจุดสนใจของผู้คน แต่เสียดายนัก การจะพบคนที่เขามองหานั้นช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน
“ท่านยอริม ไปดื่มเป็นเพื่อนพวกข้าบ้างสิ” หญิงงามนางหนึ่งเอ่ยชวน
“พวกเจ้าก็รู้ว่าข้าเป็นบัณฑิตที่เอาจริงเอาจัง หากปลีกเวลาจากการท่องตำราได้ข้าจะไปแน่” เขาโอบไหล่นางเพื่อเอาใจ
“แหม แล้วทีสหายท่านยังเตร็ดเตร่ในตลาดได้เป็นนานสองนานเลย”
“สหายข้า?”
“ก็บัณฑิตที่ไปเมาหลับอยู่ที่ร้านวันก่อนไงเจ้าคะ เมื่อครู่ข้ายังเ็ห็นเขาที่ร้านขายผ้าเลย” ยงฮายิ้มกว้างและเตรียมเอ่ยขอบคุณพวกนางที่ช่วยให้เขาพบแจชินโดยเร็ว ทว่าจากคำบอกเล่าต่อมา... “บัณฑิตผู้นั้น แม้ไม่ได้แต่งกายหรูหราเช่นท่าน แต่ท่าทางองอาจงามสง่าก็เป็นที่น่าหลงใหลไม่น้อย ท่านน่าจะพาเขามาทำความรู้จักกับพวกข้าเสียตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ...เสียดายจริงที่เขาคงจะมีงานมงคลในเร็ววัน”
...
กอลโอ? งาน... มงคล?
“ใช่สินะ ท่านผู้นั้นเลือกดูแต่ผืนผ้าสีแดงอยู่เป็นนาน เจ้าสาวของเขาจะต้องพอใจแน่... ท่านยอริม? ท่านเป็นอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ?”
…
เปลวไฟจากเล่มเทียนสีชาดส่องแสงสลัวภายในห้องพักของหนึ่งในบัณฑิตซองคยูนกวาน บ่อยครั้งที่เจ้าของมันจะจุดใช้ในยามค่ำคืน เพราะกลิ่นหอมอ่อนไม่เพียงช่วยให้ปลอดโปร่งยามท่องจำคำสอน ยังช่วยผ่อนคลายให้หลับสบายอีกด้วย หากแต่คืนนี้กูยงฮาไม่ได้ใส่ใจมันเหมือนทุกครั้ง... ขวดเหล้าเคลือบขวดที่สามล้มลงข้างโต๊ะไม้สีแดงจากราชวงศ์ชิงซึ่งยงฮาตะแคงฟุบหลับอยู่
“เจ้า... ทำไมไม่ออกไปเข้าแถวเรียกชื่อ” เสียงคุ้นหูดังขึ้นในระยะเอื้อมถึง แต่สำหรับเขาในตอนนี้มันไม่ต่างจากเสียงแว่วที่ได้ยินอยู่ไกลๆ “ได้ยินหรือเปล่า เฮ้ ตื่นสิ” ฝ่ามือหนาสัมผัสลงข้างแก้ม รู้สึกอุ่นสบายจนยงฮาแนบใบหน้าให้ชิดเข้า ...เรียวปากแดงไล้เบียดไปตามข้อนิ้ว หากแต่เพียงไม่นานฝ่ามือนั้นหลุดหายไปเกินเอื้อมถึง เหลือเพียงแรงเขย่าบนหัวไหล่ทั้งสองข้างเท่านั้น เปลือกตาบางค่อยๆลืมขึ้นทั้งที่ยังมึนงง
“กอล... โอ?”
“ทำไมกินเหล้าขนาดนี้ตั้งแต่หัวค่ำ” เสียงถอนหายใจดังขึ้นก่อนทั้งตัวของยงฮาจะถูกจัดให้นั่งพิงผนัง
“ฮะๆ ก็นี่มันเหล้า... มงคล หรือเปล่านะ? ข้าเองก็ไม่แน่ใจ” และเขาเองไม่แน่ใจยิ่งกว่า ว่าทำไมถึงต้องหัวเราะในเวลานี้ เพราะมันไม่มีอะไรน่าขันสักนิด
และทั้งที่เขาพยายามหัวเราะแล้ว แต่ทำไมทั้งห้องกลับตกอยู่ในความเงียบสงัด เลขหนึ่งถึงสิบในใจของยงฮาถูกนับซ้ำไปมา ...จนมีคำถามของแจชินมาหยุดไว้ิ “เจ้า... จะแต่งงาน?”
เรียวปากแดงกระตุกยิ้ม “หึ ข้าน่ะคือกูยงฮานะ ถ้าข้าแต่งงานไป แล้วใครจะดูแลหญิงงามทั้งโชซอนนี้ล่ะ” แม้จะทรงตัวแทบไม่ไหวแต่ปลายนิ้วยังยื่นออกมาคว้าเหล้าขวดอื่น
“...”
ยงฮามองหาจอกเหล้าเพราะเขาไม่เคยดื่มจากปากขวด แต่ว่าตอนนี้มันกลิ้งหล่นไปไกลจนเขาต้องยอมแพ้ ...เรื่องบางเรื่องดันทุรังไปคงมีแต่เจ็บตัว ทำไมเขาจะไม่รู้ “...ข้า ไม่มีวันแต่งงานก่อนเจ้า เพราะงั้นเหล้านี่ ข้าดื่มให้เจ้าล่วงหน้าก็แล้วกัน”
แต่เขาไม่ทันที่จะได้ดื่ม มือใหญ่กดลงเข้าที่ข้อมือ “แต่งงาน? ที่เจ้าพูดนี่หมายถึงข้างั้นรึ”
ภายใต้แสงสีทองมัวหม่น เวลานี้ยงฮากลับไม่สามารถอ่านสายตาของสหายที่คบกันมานานกว่าสิบปี ดวงตากลมโตอาจหาญมองกลับมาได้เพียงครู่เดียวก่อนเบือนหนีไป “...ข้ารู้มาว่าเจ้าไปเลือกผ้า”
...
ลมหายใจถูกสะกดกลั้นไว้ราวกับไม่อยากให้เวลาเดินต่อไปแม้เพียงเสี้ยวนาที
...กลัวคำถามของตัวเอง
...กลัวคำตอบของอีกฝ่าย
...
.
“หากข้าแต่งงานจริง ชุดของข้า เจ้าต้องเป็นคนเลือก”
“...?” จะเป็นเพราะสีหน้ายงฮาเองที่เก็บความประหลาดใจไว้ไม่มิด หรือไม่เพื่อนเขาคงอยู่ในอารมณ์ที่ยากจะคาดเดาเหมือนเช่นทุกครั้ง เพราะอยู่ๆแจชินกลับหัวเราะออกมา เสียงทุ้มหนักจากลำคอที่ไม่ได้ยินมาเสียนาน
...ก้องกังวานอยู่รอบตัวเขา
“เจ้าพูดเสมอว่าข้าไม่มีรสนิยม”
...และยงฮาไม่รู้เลย ว่าน้ำจากตาของเขาไหล จนเมื่อมันมาถึงข้างแก้ม
“ก็... แน่ล่ะสิ ขืนปล่อยให้เลือกเอง เจ้าสาวของเจ้าต้องร้องไห้แน่” เขารีบเอื้อมไปหยิบจอกใบใหม่พลางปาดมันออกเสีย
“ยังจะดื่มต่ิออีก?” แม้จะฟังดูหงุดหงิด แต่แจชินกลับก้มไปหยิบจอกใบเก่าที่นอนนิ่งอยู่มุมห้องขึ้นมาวางบนโต๊ะ เขาเช็ดมันกับเสื้อแล้วใช้จอกใบนั้นเทเหล้าดื่มก่อนที่ยงฮาจะห้ามทัน “ทำไม? เจ้าดื่มได้แต่ข้าดื่มไม่ได้?”
“ข้าแค่จะเปลี่ยนจอกให้” ...เพราะริมฝีปากของเจ้ากำลังทับอยู่บนรอยของข้า
…เพราะมันจะทำให้เจ้าสกปรกไปด้วย
“ไม่เป็นไร”
.
ความเงียบที่ตามมาแม้ยาวนานแต่ยงฮาไม่รู้สึกอึดอัด เขาไม่ได้ดื่มเท่าไรแล้วเพราะดูเหมือนเพื่อนเขาตั้งใจจะยึดขวดเหล้านั้นไว้กับตัวเองเสียมากกว่า ไฟตะเกียงสะท้อนแสงและเงาของใบหน้าที่เขาเฝ้ามองมาเป็นสิบปี ...ปลายนิ้วกลิ้งจอกเหล้าไปมา ภาพตรงหน้านี้ต่างหากที่เขากำลังดื่มมันลงไป
...นานแค่ไหนที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันเงียบๆแบบนี้ แต่เวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกินเมื่อเทียบกับหญิงนางโลมมากมายที่ไม่เคยปลอบประโลมใจเขาได้
“กลิ่นนี้...” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น
“หือ?”
ดวงตาคมมองไปยังเทียนเล่มสีแดงที่จุดอยู่นอกตะเกียง “...เปล่า”
ยงฮาอ่านสีหน้าที่ดูยุ่งยากใจ “เจ้าไม่ชอบ ข้าจะดับ” พลางยันตัวขึ้นจากผนังที่พิงอยู่โดยไม่ทันฟังคำทัดทานของเพื่อน
และแม้แต่ตัวของแจชินยังรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อคนเมาลุกขึ้นกระทันหันในสภาพนี้ เพราะแค่ยังไม่ทันจะยืนได้เต็มตัว ยงฮาเหยียบชายเสื้อคลุมของตัวเองจนเกือบหลุด ทั้งตัวเอนล้มลงไปหาผนัง แต่แจชินดึงตัวเขาไว้จนทั้งคู่ล้มลงมาบนตักเขาแทน
เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นชิดริมหูก่อนที่แจชินจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง แต่กลับพบว่าปลายคางของเขาเกยอยู่กับลาดไหล่เปลือยเปล่า ...และการที่เขาพยายามผลักออกทำให้ปลายนิ้วได้สัมผัสบนผิวเนื้อที่เจ้าตัวไม่คิดจะปัดป้อง
ฤทธิ์เหล้าคงทำให้ยงฮาไม่ทันคิดว่าแทบไม่มีครั้งไหนเลยที่ทั้งสองคนจะใกล้ชิดกันได้ขนาดนี้ “หน้าเจ้า... แดงรึเปล่า ไหนข้าดูหน่ิอย” ฝ่ามือแตะลงข้างแก้มแล้วจับหันไปมาอย่างขบขัน “จริงสิ เหล้านี่มาจากต่างเมือง หรือว่าเจ้าจะแพ้”
แม้จะดื่มไปขนาดนั้นแต่ลำคอของแจชินยังแห้งผากจนยากจะกลืนน้ำลาย “...ไม่ใช่หรอก” มือหนาค่อยๆเอื้อมมาจับสาบเสื้อตัวในของยงฮาแล้วจัดให้มิดชิด “ดึกมากแล้ว ข้าจะไปนอน”
หางคิ้วบนใบหน้าขาวตกลงอย่างผิดหวัง แต่เขารู้ว่าอีกฝ่ายไม่เคยอยู่รอแม้จะฟังคำตอบรับ “...อืม”
ประตูห้องปิดลงอีกครั้ง สิ่งที่หลงเหลือมีเพียงความเย็นวูบหนึ่งของอากาศภายนอกที่พัดมาพอให้ชื่นใจ
...และจางหายไปเท่านั้น
“...”
...
“ข่าวใหญ่ฮะ ข่าวใหญ่!” กลุ่มเด็กรับใช้ตัวน้อยของซองคยูนกวานวิ่งแจกจดหมายข่าวแก่เหล่าบัณฑิตด้วยความกระตือรือล้นกว่าทุกครั้ง คงเพราะได้ยินว่ามีเรื่องน่าตื่นเต้นเกิดขึ้นในเมือง “ท่านยอริม ท่านอ่านให้ข้าฟังหน่อยสิขอรับ” เด็กแก้มแดงเอ่ยขอร้อง เด็กรับใช้คนนี้ได้รับขนมอร่อยๆจากยงฮาเสมอและมักจะตรงมาหาเขาก่อนเวลามีข่าวสำคัญ
ยงฮาลูบหัวเด็กน้อยแล้วรับกระดาษมาอ่าน “...โจรผ้าแดง?”
“ว่ายังไงขอรับๆ” ขบขันที่ผู้ฟังดูจะอยากรู้ยิ่งกว่าเขา ...ไม่นานมานี้ได้มีชายโพกผ้าคนหนึ่งคอยทิ้งข้อความวิจารณ์การทำงาน การแบ่งชนชั้นและระบบการปกครองที่ไม่เป็นธรรมไว้ตามเรือนพักของข้าราชการตำแหน่งสูง แต่ดูเหมือนคราวนี้ได้เปลี่ยนวิธีการส่งสาร จากเดิมที่เขียนไว้ที่ผนังซึ่งจะถูกทำลายเมื่อเจ้าหน้าที่มาพบ ล่าสุดเปลี่ยนเป็นการโปรยข้อความจำนวนมากเพื่อให้คนอื่นได้เก็บไว้อ่าน เพียงชั่วข้ามคืนบัณฑิตและชาวบ้านทั้งหลายที่พอรู้หนังสือต่างพากันพูดถึงเรื่องนี้กันไปทั่ว
เด็กรับใช้ได้ฟังแล้วตั้งข้อสังเกตุ “เขาเขียนข้อความบนผ้าสีแดง ตอนนี้ก็เลยถูกเรียกว่าโจรผ้าแดงใช่ไหมขอรับ แต่เขาไม่ได้ขโมยอะไรสักหน่อย”
ยงฮาหัวเราะ “คนที่ถูกมองว่าไม่ดีก็เรียกว่าโจรทั้งนั้นแหละ” เขาขอตัวไปที่ห้องพักอาจารย์เพื่อไปดูผ้าที่ว่าที่ซองคยูนกวานมีไว้ในครอบครอง
“น่าประหลาดใจที่บัณฑิตกูยงฮาสนใจการเมืองและการแบ่งชนชั้นด้วย” อาจารย์ซองยิ้มมุมปากเมื่อเลื่อนผ้าผืนนั้นมาตรงหน้าเขา
“ข้าไม่ได้สนเรื่องการเมืองขอรับ” ส่วนอีกเรื่องเขาสิ้นหวังกับมันไปแล้ว... ยงฮาอ่านข้อความบนผ้าสีแดงที่เปื้อนฝุ่นดินผืนนั้นอยู่เป็นนาน สายตาจับจ้องไปยังตัวอักษรทีละตัวพลางแปลเจตนารมณ์ของผู้เขียน ...ทั้งน้ำหนักมือ ทั้งสำนวนภาษา
...ดวงตาหม่นแสงลงเมื่อเขารู้สึกถึงอะไรบางอย่าง
บางอย่างที่เขาต้องค้นพบด้วยตัวเอง...
อาจารย์ซองที่ก้มหน้าจดจ่อกับการตรวจเอกสารรู้สึกเอะใจ เพราะชั่วระยะหนึ่งแล้วที่บัณฑิตผู้มากด้วยเล่ห์คนนี้ยังไม่ขยับจากที่เดิม จนเมื่อเขาวางมันลงกับโต๊ะแล้วใช้ปลายนิ้วปัดฝุ่นสีน้ำตาลออกจนหมด ใบหน้าไม่มีรอยยิ้มระบายอยู่เช่นเมื่อครู่ และในจังหวะที่ยงฮากำลังจะขอตัวนั้นอาจารย์ซองเอ่ยขึ้น “ถ้าติดใจขนาดนั้นเจ้าเอามันไปก็ได้ เราไม่ได้มีแค่ผืนเดียว”
พัดสีสันงดงามถูกกางออกเพื่อบดบังใบหน้า “ไม่เป็นไรขอรับ อย่างที่ท่านว่า ข้าไม่ได้สนใจเรื่องแบบนี้สักหน่อย”
...
แสงจันทร์เพ็ญในคืนนี้ทอประกายกล้ากว่าปรกติ ทั่วทั้งพื้นที่ของซองคยูนกวานถูกแสงสาดสว่างราวกลางวัน กระทั่งต้นไม้ใหญ่กลางสวนที่อยู่เลยกำแพงห้องพักก็ยังสามารถมองเห็นได้ชัดเจน ...ไม่มีใครอยู่บนนั้น
ยอริมกูยงฮาลุกจากระเบียงที่เขานั่งอยู่เพียงลำพัง แม้จะหนาวเหน็บแต่สองเท้าออกเดินไปบนผืนหญ้า ...ทีละก้าวๆจนถึงโคนต้นไม้ใหญ่ แสงนวลกระทบใบหน้ายามเขาแหงนมองขึ้นเบื้องบน
...
รู้ว่ารอใครอยู่ ...แต่ไม่รู้ว่ารอทำไม
...
จนกระทั่งเสียงฝีเท้าดังขึ้นเบื้องหลัง ใบหญ้าแห้งถูกเหยียบเป็นเสียงจนยงฮาหันไปมอง
“ไม่ใช่ว่าเลยเวลาเรียกชื่อไปแล้วงั้นรึ” กลับเป็นประธานบัณฑิตที่เดินตามเขามายังกลางสวน “ทำไม? เจ้าทำเหมือนผิดหวังที่เห็นข้า”
สีหน้าถูกปรับเป็นปรกติเพียงชั่วพริบตาก่อนยงฮาจะยิ้มตอบไป “ในเมื่อเขตของซองคยูนกวานไม่มีสาวงาม ข้าก็ต้องผิดหวังแน่ล่ะ ว่าแต่ทำไมเจ้ายังไม่ไปพักผ่อน”
ฮาอินซูกระตุกยิ้ม มือที่ไพล่อยู่ด้านหลังยิ่งทำให้ดูเหมือนเขาซ่อนอะไรไว้ “บัณฑิตมุนแจชิน...” เพียงคำเดียวที่ทำให้สีหน้าของยงฮาเปลี่ยนไป “คนๆนั้นแทบไม่เคยมาทันเรียกชื่อ ซ้ำร้ายบางคืนก็ไม่ได้กลับ คงคิดว่าระเบียบปฏิบัติของเรามีไว้ฝ่าฝืนเสียละมัง”
“...นึกยังไงถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมา” เขาก้มลงเก็บเศษดอกหญ้าขึ้นมาเป่าเล่น
“เพราะวันนี้จำนวนวันที่อนุโลมให้ขาดเรียกชื่อได้สำหรับบัณฑิตมุนจะหมดลง”
“...”
อินซูเอื้อมมือมาจับไหล่คู่สนทนาที่บัดนี้ไม่ยอมมองหน้าเขาให้เข้าใกล้ “ถ้าภายในอีกครึ่งชั่วยามเขาไม่กลับมา วันพรุ่งนี้ข้าจะใช้อำนาจในตำแหน่งประธานสภาบัณฑิตเปิดการพิจารณาถอดถอนชื่อจากทะเบียน ...แน่นอนว่าเรื่องนี้ตัวเจ้าเองก็ต้องเข้าร่วมด้วย”
ดวงตาปรายมองฝ่ามือที่พักอยู่บนไหล่ “แต่ถ้าำไม่มีเสียงสนับสนุนจากข้าที่เป็นกรรมการบัณฑิต เจ้าก็ทำไม่ได้ใช่ไหม”
“หึ ข้านึกแล้วว่าเจ้าต้องขัดขืน แต่ถ้าเจ้าทำแบบนี้บ่อยๆคนเขาจะไม่สงสัยเอาหรือ...” แม้ในคืนที่เงียบสนิท ฮาอินซูยังก้มลงกระซิบข้างใบหู “...ว่าคนของโนรนจะช่วยเหลือคนของโซรนอย่างเอาเป็นเอาตายทำไม”
“เจ้า!”
มือที่หมายจะปัดทิ้งกลับมากำรอบข้อมือขาวไว้แน่น “อย่าคิดจะต่อต้าน ขอเตือนเอาไว้ว่าข้าทำลายเจ้าได้”
ชั่วเวลาที่ฮาอินซูเอ่ยมันออกมา ความหวาดหวั่นสะท้อนชัดในสีหน้าของเขา ยงฮาเข้าใจดีแล้วว่ามันหมายถึงอะไร ...สิ่งที่เขาปกปิดมันไว้เนิ่นนาน มาวันนี้มันไม่ใช่แค่เขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้
“เจ้าสองคนทำอะไร...” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น “ข้าถามว่าพวกเจ้าทำอะไร!” ท่ามกลางความเงียบ คำถามนั้นดังสนั่นราวกับเสียงฟ้าผ่า
“...” ยงฮาไม่อาจซ่อนสีหน้าซีดขาวได้ทันเมื่อแจชินจ้องตรงมายังพวกเขา
ช่างแตกต่างกับสีหน้าของฮาอินซูนัก เขาปล่อยมือออกโดยดีก่อนเอื้อมไปปัดฝุ่นผงที่ไม่น่าจะมีจริงบนแก้มขาว "เพื่อเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าๆของเรา ครั้งนี้ข้าจะยกให้" เขาหัวเราะเบาๆแล้วหันหลังจากไป ทิ้งไว้เพียงประโยคที่ว่า “นับว่าเจ้ายังดวงดี” เมื่อสวนกับแจชินเท่านั้น
ดวงตากลมโตเสมองลงพื้นหญ้า เพียงเพราะตอนนี้เขาไม่อยากมองหน้าใคร ...น่าประหลาดนักที่เห็นว่ามือของเพื่อนเขากำลังกำแน่น "ระหว่างมันกับเจ้า มีเรื่องอะไรกัน"
หากไม่บังคับใจให้เข้มแข็ง ไม่แน่ว่ายงฮาจะยังยืนบนสองขาตัวเองได้อยู่หรือไม่ "...ไม่สำคัญหรอก"
"แล้วความสัมพันธ์เก่าๆที่ว่า?" เสียงที่ใช้ถามนั่นราวกับกัดลอดไรฟัน
มือบางโบกปัดประหนึ่งว่ากำลังฟังเรื่องชวนหัว "บ้าน่ะ เจ้านั่นพูดไปเรื่อย ...อย่าเอามาใส่ใจสิ" ...อย่าทำในสิ่งที่เจ้าไม่เคย
“ถ้าบอกว่าไม่มีอะไร ทำไมถึงอธิบายให้ข้าฟังไม่ได้!” หมัดนั้นกระแทกเข้ากับต้นไม้ที่อยู่หลังศีรษะเขา
โกรธหรือ? ความโกรธเช่นนี้มาจากไหนกัน “ข้า... ไม่มีอะไรจะพูด”
ดวงตาแข็งกร้าวค่อยๆหลับลง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเย็นชาที่คนมองแทบทนดูไม่ได้ “หึ ไหนกันที่บอกว่าเป็นเพื่อนข้า”
...
เพื่อนหรือ ...ใช่ เพราะข้าเป็นเพื่อนเจ้า
และยังอยากเป็นต่อไป
...ข้าถึงบอกอะไรเจ้าไม่ได้ทั้งนั้น
...
ยอริมกูยงฮาจ้องมองจันทร์เสี้ยวจากระเบียงห้องรับรองของชูซอนที่เขาแทบจะมาเป็นแขกประจำ นางโลมอันดับหนึ่งรินเหล้าแก่บัณฑิตหนุ่มผู้มีรูปร่างหน้าตางดงามทัดเทียมอิสตรี หากแต่ดวงตาที่เคยสุกใสนั้นกลับเต็มไปด้วยความว้าวุ่น
“พักนี้ท่านมาพบข้าบ่อยกว่าแต่ก่อน มีเรื่องวุ่นวายใจงั้นหรือ” นางได้รับการอุปถัมภ์จากนายน้อยผู้นี้เป็นประจำ หากแต่ทั้งคู่ได้กลายมาเป็นสหายร่วมดื่มผู้รู้ใจเสียมากกว่า
พัดลวดลายดอกโบตั๋นถูกพัดเก็บและวางไว้ข้างโต๊ะ มือบางยกจอกเหล้าขึ้นดื่มหากแต่เขากลับไม่รับรู้กลิ่นและรส สีหน้ายุ่งยากใจในขณะที่เขาจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับเปลี่ยนใจ
ทว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ยอริมเป็นเช่นนี้ “หากท่านหาผู้อื่นที่จะปรึกษาด้วยได้ ท่านคงไม่มาหาข้ากระมัง” นางยิ้มให้กำลังใจ
“ข้า... ไม่มั่นใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น” เขาตัดสินใจเริ่มเล่า “ข้าคิดว่ากำลังถูกสหายหลบหน้า หลายคืนที่เขากลับหอพักมาพร้อมกลิ่นเหล้า แต่ข้าไม่เชื่อว่าเขาดื่มมันเข้าไป แม้จะพูดจาไม่รู้เรื่องและไล่ข้าทุกครั้ง แต่สายตานั่นไม่เหมือนคนเมาสักนิด” มือบางยกจอกที่ถูกรินจนเต็มขึ้นดื่มอีกครั้ง “ข้าทั้งเตือนทั้งห้ามแล้ว แต่เขาคงไม่เห็นว่าการศึกษาที่ซองคยูนกวานนี่จะสำคัญอะไรกระมัง ...สิ่งที่เขาใส่ใจนอกจากพี่ชายที่เขาสูญเสียไปแล้วเห็นจะไม่มี”
...ไม่คิดถึงอนาคต ไม่สนใจคนรอบข้าง ...ไม่มีอะไรทั้งนั้น
ไม่มีใครทำให้เจ้าปล่อยวาง
ป่านนี้การละเมิดกฎของเจ้าคงมากพอจะทำให้ถูกถอนชื่อได้แล้ว แม้ตอนนี้ข้าไม่มีเรี่ยวแรงจะไปขัดขืนฮาอินซู ได้แต่หวังว่ากรรมการบัณฑิตฝั่งโซรนจะยังยอมช่วยจนกว่าเจ้าจะคิดได้
ชูซอนแตะบนหลังมือยงฮาเบาๆ “ข้าเชื่อว่าเขาจะรับรู้ความจริงใจของท่านในสักวัน”
...
ในยามดึกที่ยงฮากลับมายังบริเวณห้องพัก เขาแปลกใจที่บัณฑิตจำนวนมากมายืนรุมกันอยู่หน้าห้อง เมื่อเขาขอทางเข้าไปแล้วพบว่าข้าวของทั้งเสื้อผ้า ของประดับและของมีค่าต่างๆของเขาถูกโยนออกมากองรวมกันที่พื้น
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
“ขอโทษด้วย พวกเขากำลังหาหลักฐาน บางครั้งก็อาจต้องทำเกินไปสักหน่อย” น้ำเสียงเรียบนิ่งของประธานบัณฑิตดังขึ้นจากด้านหลัง
“หลักฐานอะไรกัน”
“เจอแล้วขอรับท่านประธาน!” บัณฑิตสองคนที่คอยเป็นมือเท้าให้ฮาอินซูวิ่งออกจากห้องเดี่ยวของยงฮาพร้อมสร้อยอัญมณีจำนวนหนึ่ง ซึ่งเจ้าตัวเห็นแล้วก็ต้องส่ายศีรษะ ของพวกนั้นไม่ได้อยู่ในห้องเขาสักหน่อย
อินซูยิ้มมุมปากแล้วรับมาเทียบกับสร้อยอีกชุดที่เขาถือมาอยู่ก่อนแล้ว “ทีนี้เจ้าจะว่ายังไง”
“จะกล่าวโทษอะไร ช่วยแจ้งความผิดของข้าก่อน” คิ้วบางขมวดกับสร้อยเหล่านั้น เพราะเขารู้ดีว่ามันควรอยู่ที่ไหน
“ของพวกนี้ถูกใช้เป็นสินบนสำหรับเลื่อนการไต่สวนเพื่อถอดถอนชื่อบัณฑิตคนหนึ่ง ฝีมือเจ้าใช่ไหม”
“...” ยงฮาเอื้อมไปหยิบอัญมณีเหล่านั้นขึ้นมาพิจารณา “เห็นได้ชัดว่าเจ้ากำลังยัดเยียดหลักฐาน แต่ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมถึงสงสัยข้า”
“เจ้าจะปฏิเสธงั้นรึ คนที่พอมีทรัพย์สินขนาดนี้และยืนอยู่ข้างมุนแจชิน นอกจากเจ้าแล้วข้าไม่เห็นใคร”
ยงฮากลืนน้ำลายอย่างยากเย็นกับคำพูดนั้น ...ข้าน่ะหรืออยู่ข้างเขา “คนอย่างเจ้า หากต้องการจะทำลายใครเจ้าต้องทำให้ได้ใช่ไหม ใช้อำนาจของประธานโดยไม่สนใจกรรมการบัณฑิตคนอื่น ไม่แต่เฉพาะข้า แต่กรรมการฝั่งโซรน...”
“ก็กรรมการฝั่งโซรนนี่ไม่ใช่่หรือ ที่เจ้ามอบของพวกนี้ให้” กรรมการคนดังกล่าวถูกผลักให้ออกมายืนข้างหน้า และแม้จะพยายามพูดกับยงฮาแต่กลับถูกคนของอินซูขัดขวางไว้ “ข้าให้โอกาสแล้วแต่เจ้าไม่รับเอง ฉะนั้นวันนี้จงอย่าถือโทษข้า”
“...”
“ทุกคนฟังให้ดี วันนี้ข้าจะขอถอดกรรมการบัณฑิตฝั่งโนรน กูยงฮา ออกจากตำแหน่ง” ฮาอินซูไล่มองตาทุกคนเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาเอาจริง “นอกจากเรื่องที่เขาทำผิดแล้ว ข้ายังต้องบอกว่ายอริมกูยงฮาแท้จริงแล้วไม่ได้เป็นลูกชายคหบดีชั้นสูงอย่างที่เข้าใจกัน เป็นแค่ลูกพ่อค้าชนชั้นกลางธรรมดาที่มีทรัพย์สินมากหน่อยเท่านั้นเอง”
อินซูหันไปจ้องหน้าคนที่ตกเป็นเป้าสายตาของบัณฑิตทั้งหลาย “และการที่เจ้ายังผยองอยู่ท่ามกลางชนชั้นสูงเช่นนี้ ข้าละอดสงสัยไม่ได้ว่าเจ้าน่ะ...” สายตาเย็นชาที่เห็น ยงฮาไม่เคยนึกกลัวเท่าวันนี้ “...ใช้อะไรแลกมา”
ราวกับทั้งตัวเขากลายเป็นก้อนดินหรือเศษหินไปเสียแล้ว กูยงฮาข่มใจไม่ให้รู้สึกรู้สากับอะไรทั้งนั้น ในเมื่อเขาทำใจไว้ตั้งแต่วันที่ฮาอินซูยื่นคำขาด แต่ว่า...
ดวงตากลมโตกวาดมองไปทั่วกลุ่มคนที่รายล้อม ...เขาลอบถอนหายใจเมื่อไม่เห็นใครคนหนึ่ง
อย่างน้อย... ขอแค่อย่างน้อย...
...
“เจ้าพูดพอรึยัง”
เลือดในกายยงฮาเย็นเฉียบเมื่อได้ยินเสียงของคนที่เขาไม่อยากให้รับรู้ที่สุด กอลโอ เจ้าม้าพยศที่เขาแทบไม่ได้พบมาหลายวัน ทำไมถึงกลับมาเอาเวลานี้ เขาหลับตาลงอย่างเจ็บปวด
ทุกคนที่อยู่ที่นี่ ...ไม่มีสักคนที่เขาใส่ใจ จะรู้อะไรเกี่ยวกับครอบครัวเขาก็ช่าง ...จะเหยียดหยามว่าเขาต่ำศักดิ์ก็ช่าง
แต่มุนแจชินเท่านั้นที่เขาไม่เคยอยากให้รู้
...บุตรชายคนเดียวของเสนาบดียุติธรรม
...
“ฮาอินซู ข้าคิดว่าเจ้าจะฉลาดกว่านี้เสียอีก” ร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาขวางระหว่างอินซูและยงฮา “ถ้าคนที่ได้ประโยชน์คือข้า ทำไมเจ้าไม่คิดว่าคนลงมือจะเป็นข้าบ้าง”
ดวงตาแข็งกร้าวหรี่ลงเมื่อนึกไม่ถึงว่าแจชินจะเข้ามาแทรก “งั้นเจ้าจะยอมรับว่าเป็นคนติดสินบนเพื่อให้ตัวเองรอดงั้นรึ”
“ก็เปล่า” แจชินตอบราวกับเป็นเรื่องขบขัน “กับแค่สร้อยไม่กี่เส้นนี่เจ้าหรือคิดว่าจะซื้อคนของโซรนได้? หึ ไหนเจ้าลองเล่ามาสิ” เขาหันไปพูดกับกรรมการคนที่ถูกจับไว้
“สร้อยนั่น เดิมทีเป็นของยอริมก็จริง แต่ข้าขอซื้อจากเขาเพราะ เอ่อ จะเอาไปให้คนรักของข้าต่างหาก ...ทุกคนก็รู้ว่ายอริมเลือกของถูกใจหญิงสาวไม่ใช่หรือ”
แจชินลอบยิ้มมุมปาก เพราะบัณฑิตคนอื่นๆหัวเราะกับท่าทีของโซรนที่ดูเหมือนจะเขินอายกับการยอมรับว่ามีคนรัก
ทว่าอินซูและคนของเขาหาได้คิดว่าสถานการณ์นี้น่าขันแต่อย่างใด เขาโยนสร้อยที่เหลือลงพื้น “ก็ได้ เจ้าไม่ได้ติดสินบน แต่ยังไงเรื่องที่จำเป็นต้องถอนชื่อมุนแจชินตามกฏนั้นคงยากจะหลีกเลี่ยง อำนาจของกรรมการฝั่งโนรนเมื่อถูกถอดไปแล้วก็ใช้ทัดทานข้าไม่ได้ ส่วนโซรนก็คงไม่ตกต่ำถึงขนาดเข้าข้างพวกเดียวกันเอง”
“ไม่ทราบว่าบัณฑิตฮาจะถอนชื่อบัณฑิตมุนด้วยสาเหตุอะไร” อาจารย์ซองผู้คอยควบคุมดูแลกฎระเบียบของเหล่าบัณฑิตก้าวออกมายืนกลางวงด้วยเช่นกัน “จะว่าด้วยเรื่องคะแนนสอบหรือก็ไม่ได้อยู่ในอำนาจเจ้า ถ้าเช่นนั้นก็คงเป็นการทำผิดกฎ? เจ้าคงไม่ได้จะใช้ข้ออ้างเรื่องการขาดเรียกชื่อและการพักแรมนอกหอเกินกำหนดหรอกใช่ไหม”
“ไม่ได้หรือขอรับ” อินซูหัวเราะติดปลายจมูก
“ก็ไม่ได้น่ะสิ เพราะข้าเป็นคนสั่งเขาเอง”
“...ท่านว่าอะไร?”
“คะแนนสอบของบัณฑิตมุนไม่สูงนักเพราะเขาไม่ค่อยได้เข้าเรียน ข้าจึงสั่งให้เขาท่องหนังสือในหอสมุดจนดึกดื่นเพื่อเป็นการทำโทษอย่างไรเล่า ไม่นึกเลยว่าประธานที่เคร่งครัดกฎระเบียบเช่นเจ้าจะใส่ใจถึงขนาดนี้” อาจารย์ซองอมยิ้มแล้วตบบ่าอินซู “เจ้าทุ่มเทมากจริงๆ ข้าขอขอบใจ”
ประธานบัณฑิตผู้สูงศักดิ์แห่งซองคยูนกวานกัดฟันแน่น เขาไม่คิดเลยว่าวันที่จะได้กำจัดเสี้ยนหนามที่คอยรกหูรกตา จะมากลายเป็นวันที่เขาต้องเสียหน้าถึงเพียงนี้ รสชาติของความอดสูทำให้เขาและบัณฑิตคนสนิทไม่อาจทนฟังเสียงหัวเราะเยาะได้อีกต่อไป
อาจารย์ซองเองก็ทอดถอนใจกับความเป็นเอกภาพของกลุ่มบัณฑิตที่มีน้อยเหลือเกิน เขาหันไปจ้องหน้ามุนแจชินที่คอยสร้างปัญหาให้ไม่หยุดหย่อน “ครั้งนี้อาจารย์ช่วยเจ้าแล้ว อย่างไรเสียก็ขอให้รักษาสัญญาอย่างเคร่งครัด”
แจชินโค้งต่ำเพื่อคำนับในน้ำใจของผู้อาวุโส “ข้ารับปาก” เพราะการประพฤติตัวตามกฎ การเข้าเรียนโดยไม่ขาดและการแจ้งอาจารย์โดยตรงว่าเขาจำต้องออกไปธุระข้างนอกนั้นมันไม่ได้ยากเย็นแต่อย่างใด
...
เมื่อบัณฑิตทั้งหลายแยกย้ายกันกลับเข้าห้องไปหมด จึงเหลือเพียงยงฮาที่ยังยืนก้มหน้านิ่งอยู่ที่เดิม แจชินส่ายศีรษะเบาๆแล้วก้มลงเก็บของที่กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น ผ้าเนื้อดีหลากสีสันค่อยๆเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน
“ทำไมเสื้อผ้าของเจ้าถึงมากมายขนาดนี้” เขาติงอย่างไม่จริงจังนัก
แต่นั่นทำให้ยงฮาตรงเข้ามาแย่งกองผ้าไปจากมือ เขาโยนมันเข้าไปในห้องแล้วออกมาเก็บของอย่างอื่นต่อ “...ทำไมไม่ยอมบอกอะไรข้าบ้าง” เพราะเขาเพิ่งหายใจทั่วท้องได้ก็ยามนี้เอง
แจชินรวบของทั้งหมดที่เหลือเข้าไปไว้ที่เก่า ก่อนจะปิดประตูห้องตามหลัง “แล้วเจ้าเคยบอกไหม เวลาที่ทำอะไรเพื่อข้า” ร่างสูงใหญ่เดินหนีออกไปโดยไม่รอ
บัณฑิตหนุ่มที่ยังต้องการคำอธิบายได้แต่วิ่งตามออกไปจนถึงต้นไม้ใหญ่กลางสวน แสงจันทร์สลัวทาบลงบนยอดไม้ เงาร่างสีหม่นของแจชินหันหลังพิงเข้ากับลำต้น ...ปลายเท้าหยุดลงเมื่อห่างไปเพียงสองก้าว ตอนนี้ยงฮาไม่รู้ว่าต้องการถามถึงอะไรก่ิอน เรื่องของแจชิน... หรือเรื่องของเขา
แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะตัดสินใจแทนให้ เขาพูดถึงกรรมการฝั่งโซรน “เจ้านั่นมาหาข้าตั้งแต่วันแรกที่เจ้าเอาของไปให้แล้ว เจ้าบอกเขาว่ามีเหตุผลบางประการเจ้าจึงไม่สามารถขัดฮาอินซูได้และขอให้เจ้านั่นคอยช่วยข้าแทนใช่ไหม” ดวงตาคมมองไปรอบๆเพราะสถานที่เดียวกันนี้ที่เคยมีเรื่องขึ้น “คงเป็นเรื่องคืนนั้นที่เจ้ายืนกรานไม่ยอมบอกข้า?”
“...อย่าบอกว่าที่เจ้าปล่อยให้เรื่องมันมาถึงขั้นนี้เพราะเจ้าแค่อยากรู้เหตุผลนั่นเท่านั้น” ไหล่บางลู่ลงกับความรู้สึกที่ต้องตกเป็นฝ่ายตามเกมผู้อื่นเป็นครั้งแรก
“ไม่มีเรื่องไหนอีกแล้ว”
ยงฮาตาโตกับคำตอบ “เจ้าทำเกินไป! ถ้าอาจารย์ซองไม่ช่วย เจ้าจะทำยังไง”
แจชินนิ่งไปเป็นเวลานานก่อนจะหันหลังกระโดดขึ้นไปบนต้นไม้ “ข้าคงถูกไล่ออก”
“...” ยงฮาโกรธจนพูดไม่ออก ได้แต่แหงนมองสหายที่ละเลยเรื่องของตัวเองได้ถึงเพียงนี้ “…ข้ายังไม่รู้เลยว่าทำไมเจ้าถึงต้องออกไปข้างนอกตอนดึกดื่น อย่าโกหกว่าไปท่องหนังสือกับอาจารย์ซอง” เป็นอย่างที่คาด เขาไม่ได้ยินเสียงตอบและคำอธิบาย ทุกอย่างนิ่งเงียบจนเขาเองต้องเป็นฝ่ายถอดใจ เพราะต่อให้เขาพูดไปว่าแจชินมักหายไปในคืนวันเดียวกับที่โจรผ้าแดงก่อเรื่องก็ตาม
“เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องใส่ใจ ...ถ้าจะมีเรื่องที่ข้าไม่พอใจคือเรื่องที่เจ้าปกปิดไว้นั่นแหละ”
“...” ยงฮาก้มหน้าลง เขานึกอยากเก็บคำพูดเหล่านั้นคืนมาได้
“เพราะสุดท้ายแล้วเรื่องมันไม่เห็นมีอะไร” น้ำเสียงที่ใช้นั้นเรียบนิ่ง จนแม้แต่สหายอย่างเขายังจับทางไม่ออก “ข้าหลงคิดมาตลอดว่ายอริมกูยงฮาเป็นคนฉลาดเสียอีก บ้านเจ้าทำกิจการค้าขาย... เรื่องแบบนี้น่ะหรือที่ฮาอินซูใช้บีบเจ้า แค่นี้น่ะหรือที่เจ้าอดทนยอมก้มหัวให้มัน …หรือว่าเจ้าเป็นคนถือยศจนจมไม่ลง เลยไม่อยากให้ใครรู้”
...ฝ่ามือสัมผัสลงกลางอก คำพูดที่ยงฮาไม่อยากได้ยินเหล่านั้นกำลังบีบจนเขาหายใจแทบไม่ออก “...” ข้าอยากจะตอบออกไปเหลือเกิน ว่าเรื่องแค่นี้ที่เจ้าว่า มันสำคัญสำหรับข้าแค่ไหน เพราะเจ้าคงไม่เคยรู้ ...ว่าพ่อของตัวเองนั้นให้ความสนใจ ‘คนรู้จักของลูกชาย’ อย่างข้าแค่ไหน “...เจ้าอยากพูดอะไรก็พูดไป” ข้า... เกลียดสังคมที่มีชนชั้น เกลียดความสูงต่ำที่ไม่มีวันถมได้เต็มเช่นนี้ ขนาดร่วมตระกูลกับคหบดีชั้นสูง แต่ทุกครั้งที่เจอกัน ท่านเสนายังมองข้าเพียงหางตา
.
...แม้วันนี้เจ้าเป็นกอลโอของข้า แต่ในสักวันหนึ่งข้างหน้า เจ้าคงได้เป็นคนสำคัญของโซรน
...เป็นมุนแจชินของคนอื่น
ชนชั้นสูงมากมายคงห้อมล้อมเจ้าไว้จนไม่มีที่ว่าง
แล้ว... จะให้ข้าไปอยู่ส่วนไหนในโลกของเจ้า
…
นับจากนี้ก้าวย่างของข้าคงช้าและสั้นลง จนสุดท้ายคงมองไม่เห็นเจ้าที่เดินอยู่ข้างหน้า ไม่อาจเฝ้าดูแผ่นหลังของเจ้าอีกต่อไป
...
ใบหน้านวลก้มลงเพื่อซ่อนหยาดน้ำที่ไหลลงอาบแก้ม ยงฮาพยักหน้าเบาๆให้กับพื้นหญ้า
...ไม่อาจมองสูงไปได้มากกว่านี้
.
ยงฮาหันหลังและเริ่มก้าวเดิน เพราะหากเขาไปเสียเองคงเจ็บน้อยกว่า แต่เพียงก้าวเดียวที่เสียงจากแจชินที่อยู่บนต้นไม้จะเอ่ยขึ้น
“เจ้าคงไม่เคยเห็นซองคยูนกวานจากบนนี้ ...ลองขี้นมาดูสิ”
แม้ฝีเท้าจะหยุดลงแต่เขาไม่ได้หันกลับไป “...ไม่” ...มันสูง มันหนาว และเขาเหนื่อยแล้ว
“ที่เจ้าปฏิเสธเป็นเพราะไม่อยากขึ้นมา หรือขึ้นมาไม่ได้”
“...” อาจใช่ทั้งสองอย่าง ...และบนนั้นมันไม่มีที่สำหรับเขา
“ก็ได้...”
เสียงย่ำบนผืนหญ้าทำให้รู้ได้ว่าแจชินลงมายืนบนพื้นเดียวกัน “...?”
ร่างสูงใหญ่เดินตามมาประชิดข้างกาย เพียงก้าวหนึ่งเท่านั้นที่เขาเว้นระยะไว้ “...เมื่อเจ้าเลือกที่จะไม่ขึ้นไป ข้าเองจะเป็นฝ่ายลงมา”
“กอลโอ...?”
ใบหน้าคมคายโน้มลงเข้าใกล้ และแรงดึงบนข้อมือนั้นทำให้ยงฮาไม่อาจถอยหนี ใจหนึ่งกังวลกับกลิ่นเทียนหอมบนตัวเขาที่อีกฝ่ายเคยทัก ...แต่มาบัดนี้ดูเหมือนจะไม่ได้ถูกรังเกียจ
“ไม่ต้องก้าวเดินไปทางไหน หากนั่นไม่ใช่ความตั้งใจของเจ้า ...อย่ายอมเสียสิ่งใดที่เจ้ารักและหวงแหนเพื่อใครทั้งนั้น”
“...” สายตาที่มองเขายามนี้ดูแปลกไปกว่าทุกครั้ง แสงอ่อนที่สะท้อนในนั้นยงฮาไม่มั่นว่าเคยเห็น
“ข้าไม่ชอบพูดซ้ำ เพราะงั้นต่อจากนี้จงจำไว้ให้ดี...”
...
...
.
.
ถ้ามองไม่เห็นจงเอ่ยปากเรียก
ถ้าเดินตามมาไม่ไหวจงยื่นมือมาข้างหน้า
เช่นนั้นแล้วระยะห่างระหว่างเจ้ากับข้า
จะไม่มีวันมากไปกว่่านี้
...
Fin.

