Title: Something Stupid
Status: One shot [complete]
Fandom: Super Junior
Pairing: Kangteuk
Author: kiba kai
Rating: PG-13
Genre: General, Romance, ficlet
Disclaimer: don’t own the boys, no money made
Warning: YAOI [BOY x BOY]
Author’s note: a fic in project ‘หึง’ with melodious~

Something Stupid
By kiba kai
หัวค่ำของวันที่ 24 ธันวาคม วันคริสตมาสอีฟ...
ชายหนุ่มหน้าหวานคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหน้าต่างห้องนอนของอพาร์ตเมนต์ชั้นหก เขากำลังมองลงมาที่ถนนหนทางด้านล่างซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนสัญจรไปมา ‘คนเยอะจังเลยนะ’ เขาคิด และเมื่อมองดูดีๆแล้วจะเห็นคู่รักหนุ่มสาวหลายคู่เดินจูงมือกันบ้าง เอนซบไหลกันบ้างอย่างมีความสุข ภาพเสียงหัวร่อต่อกระซิกที่น่ารักเหล่านั้นแม้อยู่ห่างไกลแต่ทำไมมันเหมือนเขาจะได้ยินเสียงก้องอยู่ข้างหู ...เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ
สายตาปรับโฟกัสใหม่ไปยังภาพสะท้อนตัวเขาเองในกระจก วันนี้ช่างเป็นวันที่เขาแต่งตัวได้น่าอึดอัดจริงๆ กางเกงสแลคผ้าเนื้อดีขนาดพอดีตัว เสื้อเชิร์ตกระดุมติดถึงคอแถมด้วยหูกระต่ายที่เป็นสิ่งเดียวในตัวเขาที่เป็นสีดำ ที่เหลือขาวล้วนทั้งหมด เดี๋ยวเขาก็ต้องสวมแจ๊คเก็ตตัวนอกราคาแพงทับอีกชั้น ทำไมถึงต้องแต่งทักซิโดเต็มยศเช่นนี้นะหรือ เพราะพี่สไตลิสต์เป็นคนจัดมาให้น่ะสิ อ้างว่าเหมาะสมกับกาลเทศะแล้ว เขาเป็นหัวหน้าวงต้องทักทายผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนในงาน... ก็งานเลี้ยงฉลองเทศกาลคริตส์มาสและปีใหม่ของ m.net ใช่งานเล็กๆเสียที่ไหน ทำไมกันหนอเขาถึงรู้สึกแปลกๆกับงานวันนี้ เหมือนว่าจะมีเรืองให้เขาต้องเหนื่อยเกิดขึ้นยังไงยังงั้น
เสียงเปิดประตูดังขึ้นจากด้านหลังดึงความสนใจไปยังชายหนุ่มอีกคนที่เข้ามาใหม่ “พร้อมแล้วใช่ไหม...” คิมยองอุนหรือคังอินยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน แม้ในรอยยิ้มนั้นจะเจือไปด้วยความเหนื่อยอ่อนแต่ก็ล้วนมาจากความเหน็ดเหนื่อยจากการพักผ่อนไม่เต็มที่เท่านั้น เขาค่อยๆเดินเข้ามาสวมกอดชายหนุ่มคนแรกจากด้านหลังอย่างนุ่มนวล
ปาร์คจองซูหรืออีทึกพยักหน้ายิ้มตอบพร้อมทั้งต้อนรับการโอบกอดจากรุ่นน้องคนรัก... อ้อมแขนที่อบอุ่น... เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆราวกับจะขอยืมความเข้มแข็งจากอีกฝ่าย เอาน่า... ทำงานอีกแค่คืนเดียว แล้วตั้งแต่พรุ่งนี้ไปซูเปอร์ จูเนียร์ก็จะได้พักผ่อนหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ เขาอยากจะได้อยู่กับคังอินทั้งวันบ้าง อยู่ด้วยกันโดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องอื่น อยากจะคุยกัน อยากทำกับข้าวกินด้วยกัน หรือแม้กระทั่งนั่งมองหน้ากันเฉยๆก็พอแล้ว...ระยะหลังนี้อีทึกเกลียดนาฬิกาเอามากๆ เพราะมันจะคอยบอกเสมอว่าอีกกี่ชั่วโมงที่ทั้งคู่จะต้องจากกัน ซึ่งมันมักจะมาถึงไวเสมอ
“...อีทึก...” คังอินกระซิบเรียกเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนิ่งไป คิดมากอะไรอยู่หรือเปล่านะ
“หืม... ไปกันเลยไหม” หัวหน้าวงคนสวยผละออกจากอ้อมกอดอย่างเชื่องช้า...
ที่ว่าคนสวยนั้น เพราะว่าวันนี้อีทึกสวยมากจริงๆ ...กระทั่งคังอินเองที่น่าจะคุ้นเคยกับการที่เขาแต่งตัวแบบนี้ยังนิ่งมองดวงหน้าที่เขาหลงใหลอย่างพินิจ คิ้วโก่งได้รูปที่รับกับดวงตากลมโต ไล่เรียงมาถึงจมูกโด่งเป็นสัน แล้วยังริมฝีปากที่บางเรียบนั่นอีก และเมื่อแต่งแต้มเล็กน้อยด้วยปัดแก้มบางๆยิ่งทำให้เขาไม่อยากละสายตาไปจากภาพตรงหน้า...
“...คังอิน...” คราวนี้คนตัวเล็กเป็นฝ่ายเรียกบ้าง
“เอ่อ..อืม ไม่มีอะไร ไปกันเถอะ” คังอินส่งยิ้มที่คราวนี้ช่างเต็มไปด้วยความสุขต่างจากเมื่อครู่มากนัก... ก็มันชื่นใจนี่นา อีทึกน่ารักขนาดนี้ ...ว่าแล้วเขาก็แอบหอมแก้มใสๆนั่นครั้งนึง เล่นเอาอีกฝ่ายผลักเขาออกเบาๆ
“เจ้าบ้า อย่าไปทำอย่างนี้ข้างนอกนะ” เขาเตือนเขินๆ
“ก็เพราะรู้อย่างนั้นน่ะสิ...” คังอินเข้าไปจับเรือนผมด้านหน้าของอีทึกให้เข้าที่แล้วสัมผัสแก้มแดงเรื่อนั่นอย่างรักใคร่
อีทึกเองยืนมองคังอินที่แต่งตัวสบายกว่าเขามากนัก แม้จะมีแจ๊คเก๊ตหรูสีดำทับ แต่เสื้อเชิ้ตตัวในสีดำอีกเช่นกันก็ถูกปล่อยกระดุมทิ้งไว้ถึงสามเม็ดเผยให้เห็นแผงอกด้านใน ก็ใช่สินะ ภาพพจน์ของคังอินตอนนี้ออกแบดบอยนิดๆ ทั้งตุ้มหูข้างซ้ายที่คล้องโซ่เส้นบางกับห่วงด้านบน ไหนจะผมทรงสกินเฮดที่ตอนนี้ออกสีแดงเข้มยิ่งเสริมให้เขาดูร้ายกาจแต่น่าค้นหา... นี่แค่เขาเป็นผู้ชายด้วยกันยังมองคังอินแบบนี้ แล้วผู้หญิงสวยๆในงานล่ะ เขาไม่อยากจะคิด...
ยิ่งพอยืนคู่กันแบบนี้แล้วเขาสองคนเหมือนสีขาวกับสีดำที่ช่างตรงกันข้ามกันเสียเหลือเกิน ทำให้อีทึกซึ่งเป็นคนคิดมากอยู่แล้วอดคิดขึ้นมาอีกไม่ได้... ว่าเขาสองคนคู่ควรกันแน่หรือ
อีทึกจัดสาบเสื้อและไหล่ของอีกฝ่ายให้เข้าที่แล้วเปรยออกมา “....ชักไม่อยากไปงานเลี้ยงนี้แล้วสิ”
คังอินเลิกคิ้วอย่างสงสัย “เป็นอะไรหรือเปล่า ไม่สบายงั้นเหรอ”
ชายหนุ่มร่างเล็กส่ายหน้า “บ้าเหรอ พูดเล่นหรอก”
ทั้งคู่จึงเดินออกมาบริเวณห้องนั่งเล่นที่น้องๆบางส่วนมานั่งออกันอยู่ ครึ่งนึงออกไปแล้วส่วนอีกครึ่งกำลังรอรถอีกคันมารับ คังอินหันมาจับแขนอีทึกไว้ “พี่อีทึก วันนี้เดี๋ยวเราขับรถตามไปเองแล้วกันนะ”
“ทำไมล่ะ รถที่บริษัทส่งมารับไม่พอหรือไง” เขาสงสัย
“…ก็งานนี้น้องๆร่วมค่ายเรามากกว่าปีที่แล้วตั้งเยอะนี่” คังอินหมายถึงวงสาวน้อยกลุ่มใหญ่ที่เพิ่งเดบิวไปปีนี้ “ผมก็เลยบอกพี่ผู้จัดการไปแล้วว่าเอารถมาสองคันพอ ส่วนผมจะขับรถไปกับพี่เองไง”
“...อืม ก็ดีนะ เดี๋ยวฉันขับให้ก็ได้” อีทึกเอื้อมมือไปหยิบกุญแจรถที่แขวนอยู่ใกล้ประตู
“... ผมยังอยากไปงานเลี้ยงนะ” เขาปรามพร้อมทั้งแอบหยิบกุญแจมาถือไว้ก่อน
“นี่... นายเองก็รู้ว่าฉันไม่ได้ขับรถแย่มากเสียหน่อย สมัยก่อนที่ออกรายการมันก็นานมาแล้ว ไว้ใจกันหน่อยได้ไหม”
“แต่ผมอยากให้พี่นั่งสบายๆนี่...”
คังอินยิ้มลอยๆอย่างผู้ชนะแล้วจูงมือหัวหน้าวงออกไป “พวกนายตามไปดีๆนะ” เขายังไม่วายหันมากำชับน้องๆที่พยักหน้าอย่างรู้กัน...
- - - - - - - -
ถึงจะไม่ค่อยมีโอกาสได้นั่งบ่อยนักแต่อีทึกต้องยอมรับจริงๆว่าคังอินนั้นขับรถเก่งมาก ทั้งการเปลี่ยนเลนและการคุมความเร็วของรถ เทียบกับเขาซึ่งฮยอกแจยังแซวว่าขับรถเหมือนผู้หญิงอายุ 70 ยังงั้นแหละ ทั้งงุ่มง่ามทั้งไม่กล้าตัดสินใจ ...คนเรามันก็ต้องมีทั้งที่ถนัดและไม่ถนัดบ้างสิ แล้วพอเขาอยากจะฝึกขับให้เก่งบ้างก็มีแต่คนแย่งเสียอย่างนี้ ...แต่จะว่าไปก็ดีเหมือนกันเพราะวันนี้ถนนค่อนข้างโล่งคนอื่นๆจึงขับรถกันเร็วมาก ถ้าเขาขับเองคงต้องโดนบีบแตรไล่แน่ๆ
“...กำลังคิดว่าดีแล้วที่ให้ผมขับใช่ไหมล่ะ” ชายหนุ่มร่างใหญ่ยิ้มอย่างรู้ทัน
อีทึกยิ้มส่ายหน้า มีอะไรเกี่ยวกับตัวเขาบ้างนะที่คนๆนี้จะไม่รู้...
“อีทึก... คือว่าคืนนี้น่ะ...” คังอินเริ่มถามอึกอัก
“หืม...”
“เอ่อ.. เปล่า ไม่มีอะไรหรอก”
ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังโรงแรมหรูใจกลางกรุงโซล สถานที่จัดงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ เมื่อทั้งคู่จอดรถและเดินเข้ามาในงาน ทันใดนั้นแสงแฟลชวูบวาบจำนวนนับไม่ถ้วนก็สาดใส่ทั้งคู่อย่างไม่ยั้ง จะถ่ายอะไรกันนักกันหนา พวกเขาสองคนออกรายการโทรทัศน์แทบจะทุกวันอยู่แล้วยังไม่พออีกหรือไง อีทึกฝืนยิ้มทั้งๆที่ตอนนี้เริ่มรู้สึกมึนหัวนิดๆแล้ว อาการความดันต่ำของเขาทำให้เวียนหัวง่าย แล้วยังมาเจอกองทัพนักข่าวขนาดนี้อีก บางคนเริ่มยื่นไมค์มาให้เขาแล้วถามอะไรบางอย่างแต่เหมือนเขาจะหูอื้อจนไม่ค่อยได้ยิน
สิ่งถัดไปที่เขารับรู้คือมือข้างหนึ่งของคังอินเอื้อมมาโอบเอวเขาไว้หลวมๆ ส่วนอีกข้างก็ดึงไมค์ไปตอบคำถามเสียเอง นี่ยังดีนะที่มากับคังอิน ถ้าเป็นคนอื่นล่ะก็จะช่วยเขาไวเท่านี้ไหม เพราะอย่างนั้นสิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้คือแค่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆก็พอ
หลังจากหลุดด่านแรกมาได้คราวนี้ทั้งคู่จึงเดินเข้ามาด้านใน ห้องจัดเลี้ยงในครั้งนี้เคยถูกใช้มาแล้วสำหรับงานแต่งงานผู้บริหารท่านหนึ่งของบริษัท อีทึกจึงพอจำได้ว่าอะไรอยู่ทางไหนแต่ก็ยังอดชื่นชมกับความหรูหราของสถานที่ไม่ได้ ...ห้องจัดเลี้ยงทรงสีเหลี่ยมจัตุรัสสว่างไสวไปด้วยไฟประดับมากมายและโคมระย้าแก้วเด่นกลางห้อง เสาทั้งสี่มุมถูกตกแต่งเป็นแบบโรมันสูงขึ้นไปถึงระเบียงชั้นสองโดยรอบที่สามารถมองลงมากลางงาน บันไดเวียนโค้งถูกปูด้วยพรมแดงอย่างดี
...ต้องเสียเงินเช่าห้องนี้เท่าไรกันนะ อีทึกคิดเล่นๆ แต่มันก็คงคุ้มเพราะในวันนี้บุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการบันเทิง ทั้งผู้บริหารโทรทัศน์ วิทยุ ดารานักร้องจากแทบทุกบริษัทต่างมารวมตัวกันที่นี่ ยังไม่นับพวกนักข่าวและตากล้องจำนวนมากที่หวังจะเก็บภาพที่เรียกได้ว่า “ทำเงินได้” กลับไปอีกนะ ...แต่นั่นก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่พวกเขาซูเปอร์ จูเนียร์เกือบทั้งวงต้องมาในงานด้วย งานสำคัญแบบนี้ถ้าหากพวกเขาไม่มาก็อาจถูกสงสัยอีกว่ามีปัญหากับ m.net หรือเปล่า... คนมันคิดกันไปได้เรื่อยๆสิน่า
เขารีบมองหากลุ่มน้องๆและผู้จัดการที่มาถึงก่อนแล้วตรงเข้าไปหา ไม่ต้องสงสัย เจ้าพวกนั้นยืนอยู่ไม่ห่างจากโต๊ะบุฟเฟ่ต์เท่าไรนัก
“พวกนายมาก็ดีแล้ว เดี๋ยวอีทึกพาซีวอนไปทักทายผู้ใหญ่ทางฝั่งสปอนเซอร์นะ ส่วนคังอินกับฮีชอลก็ไปทักทายเด็กๆวงอื่นให้มากๆ พวกนายรู้งานกันอยู่แล้วนี่ ส่วนที่เหลือ...” ผู้จัดการหน้าเข้มหันไปมองชินดงกับอึนฮยอกที่กำลังเมามันกับการแข่งเรียงอาหารใส่จานว่าของใครสูงกว่ากันแล้วเบ้หน้า “….พยายามอย่าทำให้ขายหน้ามากนักก็พอ”
หัวหน้าวงคนเก่งจึงพยักหน้ารับคำแล้วหันไปหาคนรักรุ่นน้อง “กุญแจเอาไว้ที่ฉันก็แล้วกัน เดี๋ยวพอนายเมาฉันก็ต้องขับกลับอยู่ดี” พลางจะแย่งกุญแจรถมาจากมือที่กำไว้
“ผมไม่เมาหรอกน่า งานเลี้ยงแบบนี้ใครเขาเมากัน” คังอินยิ้มแล้วเอามือไพล่หลังอย่างรู้ทัน
แต่อีทึกก็ยังพยายามยื้อแย่งจนเหมือนจะกอดกันอยู่แล้วพร้อมกับยิ้มหวานให้อย่างน่ารัก สักพักพี่ผู้จัดการเริ่มกระแอมเสียงดังในลำคอ เพราะว่าจากมุมมองของคนอื่น ทั้งคู่เริ่มดูไม่เหมือนพี่น้องร่วมวงธรรมดาๆเสียแล้ว มีอย่างที่ไหนชายหนุ่มสองคนมาหยอกล้อเล่นกันแบบนี้กลางงานเลี้ยง จะปล่อยให้ตกเป็นขี้ปากชาวบ้านแบบนี้ไม่ได้
“พี่ว่าเราสองคนแยกกันไปทำงานเถอะ...”
“คะ... ครับ ขอโทษด้วยครับ” อีทึกหน้าเสียเล็กน้อย ตายล่ะ เขาทำให้พี่ผู้จัดการไม่พอใจเสียแล้ว จึงรีบคว้ากุญแจรถจากมือคังอินตอนเผลอแล้วลากซีวอนออกไปทางโต๊ะวีไอพีด้านหน้า
คังอินเองก็ถูกฮีชอลผลักให้เดินไปทางโต๊ะเครื่องดื่มผลไม้ที่ตอนนี้เริ่มมีกลุ่มไอดอลสาวหน้าตาคุ้นๆยืนจับกลุ่มกันอยู่ วง SNSD ที่ตอนนี้กำลังเป็นที่จับตามองของสื่อมวลชนเนื่องจากความที่เป็นกลุ่มหญิงล้วนหน้าใหม่ แล้วยังความใกล้ชิดที่พวกเธอมีต่อรุ่นพี่ร่วมค่ายอย่างซูเปอร์ จูเนียร์เล่นเอาตกเป็นเป้านิ่งของตากล้องจำนวนมาก คังอินและฮีชอลจึงเข้าไปทักทายเพื่อให้พวกเธอหายตื่นเต้นบ้าง ซูยอนหนึ่งในกลุ่มนั้นที่สนิทสนมกับคังอินดีดึงแขนของเขามากอดแล้วส่งยิ้มให้แปลกๆ แถมยังชำเลืองมองไปแถวตากล้องบ่อยๆอีกด้วย ฮีชอลที่ยืนเว้นระยะห่างจากสาวๆพอสมควรมองแล้วขมวดคิ้วแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร
ทางด้านอีทึก เขาและซีวอนเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริหาร m.net มาก ทั้งคู่ถูกชมไม่ขาดปากทั้งเรื่องมารยาทและภาพลักษณ์ จะต่างกันก็ตรงที่สาวๆสูงวัยเหล่านั้นพุ่งเป้าไปที่ซีวอน ส่วนเขาน่ะหรือ...ถูกผู้บริหารฝ่ายชายจับมือไว้ตลอดและถูกรบเร้าขอเบอร์ติดต่อจึงจำต้องให้เบอร์ของพี่ผู้จัดการไป นี่ถ้าคังอินเห็นเข้าจะว่าอย่างไรนะ... ในใจคิดแล้วจึงหาโอกาสแอบมองสักนิด แต่แล้วภาพที่เห็นก็เล่นเอาเขาถึงกับนิ่ง... ซูยอน
...’เธอก็แค่รุ่นน้องธรรมดานั่นแหละ...ไม่มีอะไรสักหน่อย’ คำอธิบายครั้งก่อนของคังอินผุดขึ้นมาในหัว ...เขาจำต้องเชื่อสินะ... ‘รุ่นน้องธรรมดา’... พูดมาได้ รุ่นน้องที่ไหนเขากล้าจูบแก้มรุ่นพี่กัน แถมทำต่อหน้าคนเป็นสิบเป็นร้อยแบบนี้เนี่ยนะ
สีหน้าเขาคงหมองลงไปเพราะซีวอนแตะเบาๆที่หลังของเขาแล้วกระซิบ “พี่โอเคหรือเปล่าครับ...” น้องถามด้วยความเป็นห่วง ซีวอนคงไม่ทันเห็นคังอินเมื่อครู่สินะ ...เพราะถ้าเห็นก็คงรู้ ยิ้มจนตาปิดขนาดนั้น
“อืม... ไม่เป็นไรหรอก แล้วชินดงจะขึ้นเวทีหรือยัง” เขาพูดถึงรุ่นน้องตุ้ยนุ้ยที่มีคิวเป็นเอ็มซีคนแรกของคืนนี้
“เห็นเข้าไปข้างหลังแล้วครับ... พี่จะทานอะไรสักหน่อยไหมเดี๋ยวผมไปเอามาให้” ซีวอนถาม
ตั้งแต่ตอนก่อนแต่งตัวแล้วนี่นา... เขาเพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เที่ยง มีน่าถึงได้เวียนหัว ส่วนท้องของเขาน่ะหรือ ด้วยความที่เป็นโรคกระเพาะอยู่แล้วมันจึงปวดนิดๆอยู่ตลอดเวลาจนอีทึกแยกไม่ออกแล้วว่าตอนนี้เขาหิวหรือเปล่า แต่เอาไว้ทีหลังเถอะตอนนี้กำลังทำงานอยู่เสียเวลาเปล่าๆ “พี่กินมาแล้วน่ะ นายไปหาอะไรกินก่อนเถอะ” เขาแค่ห่วงว่าซีวอนจะป่วยเหมือนเขาไปอีกคน
เมื่อซีวอนแยกไปแล้ว มีบริกรในงานยื่นเครื่องดื่มสีแดงใสให้เขา ...ไวน์งั้นเหรอ สักนิดก็ดี... เขารับมาจิบน้อยๆก่อนจะเดินไปหาผู้ใหญ่โต๊ะถัดไป รีบทำงานดีกว่ายิ่งเร็วก็ยิ้งดีเขาไม่อยากอยู่นานนักหรอก แต่คราวนี้แค่เขาเริ่มเดินเข้าไปทักก็ถูกดึงให้นั่งลงคุยด้วย เพราะหนึ่งในนั้นมีโปรดิวเซอร์ของคิสเดอะเรดิโอที่สนิทสนมกับอีทึก เขาจึงถูกคะยั้นคะยอให้ดื่มไวน์จนหมด แถมยังถูกยัดแก้วใหม่ใส่มือ แล้วด้วยความเป็นหัวหน้าวงเขาจึงพยายามชวนคุยเรื่องสนุกๆอยู่เรื่อยๆ ...ถ้าเขาชอบเราก็หมายถึงเขาชอบซูเปอร์ จูเนียร์ด้วย ตามใจพวกเขาไว้มากๆน่าจะเป็นการดี ..ดังนั้นไวน์แก้วแล้วแก้วเล่าจึงถูกส่งให้เขา...
ซีวอนที่กินอะไรรองท้องเสร็จเพิ่งแยกจากอึนฮยอกที่ต้องขึ้นเวทีเป็นคนต่อไปกำลังมองหาอีทึก แต่เมื่อเห็นเขาก็ชักไม่สบายใจ ครั้นจะหันไปหาคังอินก็เห็นว่าตอนนี้กำลังอยู่กับสาวๆกลุ่ม wonder girls ..ฝีมือฮีชอลแน่ๆ.. เมื่อทำอะไรไม่ได้จึงต้องเข้าไปหาอีทึกเสียเอง “ขอโทษนะครับ...” เขากล่าวพร้อมทั้งก้มหัวทักทายคนอื่นๆในโต๊ะก่อนจะหันมาหาหัวหน้าวงที่หน้าเริ่มแดงนิดๆ “พี่อีทึก มีโทรศัพท์ถึงพี่ครับ ท่าจะเรื่องด่วนด้วย” เขาแกล้งอำ อีทึกจึงหลุดมาจากโต๊ะนั้นได้
“ขอบใจนะ พี่กำลังคิดเลยว่าจะลุกออกมายังไงดี... ” ตอนนี้เขาเริ่มมึนแล้ว ไม่น่าดื่มเร็วขนาดนั้นทั้งๆที่ท้องว่างเลย “…เดี๋ยวพี่ไปห้องน้ำหน่อยนะ” เขายิ้มให้ก่อนจะลองหันไปหาคนรักของตนอีกครั้ง เพราะว่าตอนนี้อยากให้คังอินอยู่ข้างๆเหลือเกิน... แต่แล้วเขาก็ต้องรู้สึกแย่หนักกว่าเก่า... ต่อจากซูยอนก็มาสาวๆพวกนี้ แถมแต่ละคนจ้องคังอินตาเป็นประกาย เด็กอะไรแก่แดดชะมัด ทำอะไรประเจิดประเจ้อ ทั้งเล่นหูเล่นตาแล้วยังรอยยิ้มเชิญชวนแบบนั้นอีก... คังอินเองก็ดูเหมือนจะมีความสุขที่ตัวเองเป็นที่ชื่นชอบของเด็กสาวๆ...
ชิ ใช่สินะ เขามันไม่น่ารักน่าเอาใจใส่เหมือนเด็กพวกนั้น...แก่ก็แก่กว่าแถมยังเอาใจคังอินไม่เป็น.. แต่ว่าเอาเถอะ ปล่อยเขาไปสักวันดีกว่า ยังไงเสียมันก็เป็นผลดีต่อวงไม่ใช่เหรอ มีคนรักก็ดีกว่ามีคนเกลียดอยู่แล้ว... เขาถอนหายใจแล้วสะบัดหน้าหนีไป... คงต้องทำใจให้เย็นลงสักนิด แม้เขาไม่ใช่พระอิฐพระปูนแต่วันนี้ก็ต้องทำตัวให้เหมือน... ก็ทำใจไว้ตั้งแต่ก่อนออกจากบ้านแล้วนี่นา... อีทึกเดินเข้าห้องน้ำไปเพื่อล้างมือและสำรวจหน้าตาตัวเองว่าดูเหมือนคนเมามากไปหรือเปล่า เพราะอีกเดี๋ยวเขาก็ต้องขึ้นเวทีไปทำหน้าที่เอ็มซีคนสุดท้ายของคืนนี้ต่อจากอึนฮยอกแล้ว
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะเปิดประตูเข้าไปในห้องน้ำชายก็ได้ยินเสียงเด็กหนุ่มสองสามคนคุยกันดังลอดออกมา... “พี่คังอินน่ะเจ๋งชะมัดเลย ดูเขาวันนี้สิ สกินเฮดสีแดง... ฉันชักอยากทำมั่งแล้ว” ถึงท่าทางเจ้าของเสียงจะยังเด็กแต่ก็คุ้นหู... น้องๆ F.T Island หรือเปล่านะ...
“นั่นสิ พี่เขาเท่ชะมัดเลย มีใครนะบอกว่าเขาหน้าเหมือนแก ฉันว่าแกนั่นแหละจะทำภาพพจน์พี่เขาเสียหมด”
“นี่…แกว่า ถ้าฉันชวนเขาไปเที่ยวต่อเขาจะไปไหม”
“ก็ลองดิ พี่เขาใจดีออก..”
..เอาเข้าไป... เท่มั่งล่ะ ใจดีมั่งล่ะ นี่ขนาดเจ้าเด็กพวกนี้มันเป็นผู้ชายนะ... อีทึกเริ่มชักสีหน้า แสดงว่าคังอินเคยไปเที่ยวคุยกับคนโน้นคนนี้ไปทั่วโดยที่เขาไม่รู้เลยใช่ไหม แล้วคุยกันแบบไหนเด็กมันถึงได้เอาไปเพ้อฝันขนาดนี้ อีทึกเม้มปากนิดๆอย่างขัดใจแล้วหันหลังกลับ ...เขาไม่อยากเข้าไปเสวนาด้วยหรอก
แต่ทันใดนั้นเด็กๆรุ่นน้องก็เปิดประตูออกมาพอดีแล้วเห็นหลังไวๆของอีทึกจึงวิ่งตามมาถาม “พี่อีทึก... พี่ครับ วันนี้ตอนเลิกงานแล้วพี่คังอินจะไปต่อที่ไหนอีกหรือเปล่าครับ”
“ไม่รู้สิ.. คงจะไม่มั๊ง” เขาตอบยิ้มๆ ก็ไม่รู้จริงๆนี่นา... แต่มันจะดูห้วนเกินไปหรือเปล่า เขาจึงพูดต่อไปอย่างนั้นเอง... “นายไม่ลองชวนเขาล่ะ”
แทนที่เด็กมันจะเกรงใจแต่เปล่าเลย ผลที่ได้กลับมาช่างตรงกันข้าม ฮงกินักร้องนำของวงยิ้มขึ้นอย่างมีความหวัง “ได้เหรอครับพี่” แถมยังเข้ามาเขย่าแขนเขาอีก... นี่หมายความว่าเด็กพวกนี้กล้ากับเขาแต่ไม่กล้ากับคังอิน... ไม่เห็นจะเข้าใจเลย เพราะว่าถึงยังไงสถานะความเป็นรุ่นพี่เขาก็มีเท่าๆกัน นี่มันกลายเป็นเหตุผลส่วนตัวแล้วล่ะ งั้นหมายความว่า...เจ้าเด็กนี่...
ชอบคังอินของเขาใช่ไหม...
อีทึกกัดกรามแน่นทั้งๆที่ยังยิ้มอยู่ ตอนนี้เขาไม่ขอตอบอะไรจะดีกว่า วีนใส่เด็กแล้วเป็นข่าวมันไม่คุ้มกัน จึงทำได้เพียงพยักหน้าตอบไปเท่านั้น หัวหน้าวงผู้ขมขื่นเดินเข้าห้องน้ำหลังจากหาทางปลีกตัวออกมาด้วยสีหน้าที่ทั้งมึน ทั้งโมโห ขนาดว่าคนรอบๆที่มองเห็นยังไม่กล้าทัก... มันเกิดอะไรขึ้นกับหัวหน้าวงซูเปอร์ จูเนียร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องอัธยาศัยและความนอบน้อมกันนะ
เขามองภาพสะท้อนตัวเองในกระจกแล้วรู้สึกขัดใจแปลกๆ ...ยิ้มก็แล้วแต่ทำไมยังดูไม่สดชื่นเอาเสียเลย หรือเขาแก่ไปแล้วจริงๆ หรือว่าเขาไม่มีเสน่ห์ ...หรือว่าเขาหน้าตาไม่ดีตั้งแต่แรก...
พอแล้ว ไม่อยากจะคิดต่อ... ยิ่งฤทธิ์แอลกอฮอล์ยิ่งทำให้เขาเริ่มกังวลและฟุ้งซ่านจนไม่อยากขึ้นเวที ความมั่นใจมันดูจะหดหายลงไปทุกทีๆ... คังอิน คังอินอยู่ไหนนะ ...เขาตัดสินใจกดโทรศัพท์ไปหาคนรัก แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีเสียงตอบกลับจากปลายสาย ทำอะไรอยู่นะ อยู่กับใครหรือเปล่า... ซูยอน โซฮี หรือว่าฮงกิ...
ทันใดนั้นโทรศัพท์ของเขาก็สั่นขึ้น เขารีบกดรับทันที “คังอิน นี่นาย...” เขารีบพูด
“…พี่อีทึกครับ พี่อยู่ไหนน่ะ อีกเดี๋ยวต้องขึ้นเวทีแล้วนะครับ” เมื่อรู้ว่าเจ้าของเสียงทุ้มนั้นคือซีวอนก็เล่นเอาอีทึกถึงกับชะงัก... ไม่ใช่คังอินหรอกเหรอ ยุ่งมากสินะ ปลีกตัวมาสักนิดก็ยังทำไม่ได้ใช่ไหม
“อืม เดี๋ยวพี่ไปหานะ” แม้ในใจจะรู้สึกวูบแปลกๆแค่ไหนแต่ก็ยังฝืนพูดแล้วรีบตรงออกไปด้านหลังเวที เขาจะมาทำตัวอ่อนแอต่อหน้าคนอื่นไม่ได้ เรื่องงานต้องมาก่อนสิ
“พี่อีทึก อยู่นี่เอง ไปไหนมาครับ แล้วทำไมหน้าแดงแบบนี้ล่ะ” ซีวอนถามด้วยความเป็นห่วงแล้วเอาหลังมือแตะหน้าผากอีทึกเบาๆ “ถ้ายังไงให้พี่คังอินขึ้นแทนไหมครับ…”
“ไม่ต้องหรอก” อีทึกรีบสวน “เขาคงกำลังยุ่งมาก อย่าไปกวนเขาดีกว่า” เขาพูดสะบัดนิดๆ นี่ถ้าเป็นฮีชอลฟังก็คงรู้แล้วว่าตอนนี้อารมณ์ของหัวหน้าวงอยู่ในโหมดไหน แต่พอเป็นซีวอนซึ่งเป็นคนไม่คิดเล็กคิดน้อยจึงไม่ค่อยเข้าใจ
สตาฟฟ์คุมเวทีส่งสคริปต์ย่อๆให้อีทึกแล้วรีบดันหลังเขาขึ้นไป จะรอให้เขาพักหายใจสักนิดก็ไม่ได้ แต่ถึงสภาพร่างกายตอนนี้จะเป็นอย่างไร พอขึ้นไปอยู่บนเวทีแล้วเขาก็เหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน ทั้งสีหน้าท่าทางที่แสดงออกให้ผู้ชมด้านล่างเห็นนั้นทั้งร่าเริง สดใสและหัวเราะง่าย แลดูน่ารักราวกับคนที่มีความสุขที่สุดในโลก ความเป็นมืออาชีพทำให้เขาสามารถละทิ้งความกังวลทั้งหมดไว้เบื้องล่างได้
...แต่มีอยู่เพียงสิ่งเดียวที่ทำให้เขาชะงักไปชั่วอึดใจ ...ชั่วอึดใจเดียวเท่านั้นก่อนที่จะเริ่มหัวเราะอีกครั้ง
....ยิ้มของคังอินนั่นเองที่ทำให้เขาใจเต้นไม่เป็นจังหวะ รอยยิ้มที่แต่งแต้มนั้นเปลี่ยนใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาให้กลายเป็นอ่อนโยนใจดี ตาเรียวเล็กที่หรี่ลงอย่างน่ารักสื่อให้เห็นว่าเขากำลังมีความสุขขนาดไหน... อีทึกรักรอยยิ้มนี้ของคังอินมากเพราะมันทำให้เขาชื่นใจทุกครั้งที่เห็น
เสียแต่ว่าวันนี้รอยยิ้มนั้น...ไม่ได้ส่งมาที่เขา แต่เป็นรุ่นน้องขี้อ้อนอย่างฮงกิ
...
ในอกของอีทึกมันเจ็บแปลบจนแทบทนไม่ได้แต่ก็ยังฝืนหัวเราะต่อไป ตอนนี้เขาไม่กล้ามองไปทางที่คังอินยืนอยู่อีกเลยด้วยกลัวจะเห็นอะไรเข้าอีก แต่มันก็ไม่ง่ายอย่างที่คิดเพราะพิธีกรคู่กับเขาบนเวทีตอนนี้คือเพื่อนร่วมวงของฮงกิเอง ทำให้เขาต้องหันไปส่งยิ้มให้เรื่อยๆโดยที่ตอนนี้มือของคังอินยังคงโอบอยู่ที่หลังของรุ่นน้องน่ารักคนนั้น
และแล้วหลังจากภารกิจบนเวทีสิ้นสุดลง อีทึกรีบก้าวลงไปหลังเวทีอย่างเร็ว... อยากจะออกไปให้พ้นๆจากที่นี่ รู้สึกไม่ดีขึ้นทุกทีๆ เขาพยายามจะเดินฝ่าฝูงชนออกไป แต่แล้วก็ไม่พ้นจากสายตาของหนึ่งในสมาชิกวง wonder girls “พี่อีทึกคะ! เดี๋ยวค่ะๆ อย่าเพิ่งไป” สาวน้อยผมสั้นเรียกด้วยเสียงที่ค่อนข้างดังจนกลายเป็นว่าถ้าไม่หันไปล่ะก็หูตึงแน่ๆ เขาจึงจำต้องหยุดแล้วหันมามองเด็กสาวที่กึ่งดึงกึ่งลากคังอินมาด้วย “วันนี้พวกพี่มีตารางงานที่ไหนต่อหรือเปล่าคะ หนูถามพี่คังอินเขาก็บอกว่าต้องถามพีอีทึก...”
อีทึกหันไปมองคนรักที่ตอนนี้พยายามหลบสายตาเขา “ไม่มีหรอกครับ วันนี้เขาว่างน่ะ” น้ำเสียงที่ใช้นั้นไม่ได้มีอารมณ์ของการประชดประชันปนอยู่เลย คนที่ไม่รู้จักเขาคงไม่มีทางที่จะบอกได้ว่าที่พูดไปน่ะ หมายความว่าอย่างนั้นจริงๆหรือเปล่า
เด็กสาวที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวยังเจื้อยแจ้วต่อ “เหรอคะ อย่างนี้ก็ว่างแล้วใช่ไหม พี่คังอินเนี่ยน่ารักจังเลย ชักอยากไปดื่มต่อกับพี่แล้วสิ เอ...ว่าแต่พี่อีทึกเป็นหัวหน้าวงนี่เนอะ อย่างนี้ต้องขออนุญาตด้วยรึเปล่าน้า...” เธอเล่นหูเล่นตาอย่างมีเสน่ห์ แต่สายตาของเธอไม่ได้ชำเลืองมองมาทางอีทึกแม้แต่น้อย
หัวหน้าวงผู้ใจดีเม้มปากนิดๆแล้วจ้องคังอิน แม้จะเห็นๆอยู่แล้วว่าคนรักของตนมีสีหน้าลำบากใจ... แต่ว่าลำบากใจเพราะอะไรล่ะ เพราะอายที่ต้องให้คนอย่างเขาอนุญาติอย่างนั้นสินะ งั้นก็ไม่ต้องหรอก เขาจะไปมีสิทธิอะไรห้ามได้ล่ะ...เป็นคนรักกันแล้วยังไง มันก็แค่แอบคบกันเท่านั้น คนอื่นเขาไม่ได้มารับรู้ด้วยเสียหน่อย...
“ก็เอาสิ นายอยากไปไหนก็ไปเถอะ บ้านมันไม่หนีไปไหนหรอก” เขาพูดตัดปัญหาแล้วเดินหนีไปดื้อๆ... นี่มันสุดจะทนแล้ว อย่าให้เขามารับรู้อะไรแบบนี้ได้ไหม... ทั้งคืนเลยนะที่คังอินทำแบบนี้ให้เขาเห็น ทั้งๆที่เตรียมใจมาแล้วแท้ๆแต่ก็ยัง...
เขารู้ตัวดีว่าคงจะพูดจาแย่มาก อย่างนี้คังอินจะเข้าหน้าน้องคนนั้นติดไหม..
แล้วนี่เขาจะมาห่วงอะไรกันเล่า บ้าหรือไงกัน…
ก้มหน้าแล้วเดินจากไป..... จากสถานะของทั้งคู่ในตอนนี้ เขาทำได้แค่นี้จริงๆสินะ
อีทึกรีบเดินจากไปโดยไม่ทันหลังกลับมามองอีกเลย ถ้าพี่ผู้จัดการมาเห็นเขาตอนนี้จะต้องโดนดุยกใหญ่แน่ๆ...เพราะเขาเดินชนคนมากมายทั้งรุ่นพี่ที่นับถือ คนดังในวงการที่หาโอกาสพบได้ยากยิ่ง แถมยังสปอนเซอร์รายใหญ่อีกด้วย... ไม่ใช่ว่าชนเพราะไม่เคารพหรือไม่ได้มอง แต่ว่าเขามองไม่เห็นต่างหาก ก็เพราะน้ำอะไรบ้าๆนี่มันไหลออกมาบังตาจนมองไม่เห็นใครอีกแล้ว
พอพ้นออกมาจากกลุ่มคนได้จึงรีบวิ่งออกไปที่ลานจอดรถ เขาไขกุญแจแล้วกระชากรถออกไปอย่างเร่งร้อน ตอนนี้ในอกเขาเจ็บไปหมดแล้ว ทั้งจากการสะอื้นร้องไห้และจากความรู้สึกอัดอั้นภายใน ... เขารักคังอินแล้วยังไง... เขาเป็นเจ้าของคังอินแล้วได้อะไร... กี่ครั้งแล้วที่เรื่องมันกลายเป็นแบบนี้ จะห้ามอะไรต่อหน้าคนอื่นก็ไม่ได้ แค่จะรั้งไว้ยังไม่กล้าเลย กลัวไปหมดว่าคนอื่นจะมองไม่ดี
แล้วคังอินล่ะ ลำบากใจหรือเปล่า... รำคาญบ้างไหมที่มีเขามาคอยพันแข้งพันขาแบบนี้
อีทึกปาดน้ำตาแล้วเร่งความเร็วให้ทันไฟเขียว ...ไม่อยากรออะไรทั้งนั้น เขาอยากกลับบ้านที่สุด ไม่มีคังอินก็ไม่เป็นไร ทำไมเขาจะอยู่คนเดียวไม่ได้ กะอีแค่คืนวันคริสต์มาส คืนของหิมะและความอบอุ่นจากคนใกล้ชิด...เดี๋ยวเขาล้างหน้าล้างตาอาบน้ำแป๊ปเดียวก็นอนหลับแล้ว... จะไปกินเหล้าที่ไหนกับใครก็ไปเถอะ
...สัญญานสั่นเตือนว่ามีสายเข้าจากโทรศัพท์เครื่องสีขาวบนเบาะข้างถูกละเลยครั้งแล้วครั้งเล่า จนคนโทรเข้ากังวลใจจนแทบบ้า...
อีทึกที่ตอนนี้แทบไม่ได้ปล่อยคันเร่งเลยหักเลี้ยวจากเลนนอกอย่างแรงจนรถคันอื่นเบรกกันสุดตัว ตามด้วยเสียงบีบแตรที่ดังระงมไปทั้งสี่แยก เขาได้ยินเสียที่ไหนเพราะเสียงสะอื้นของคนขับมันดังกลบไปหมดแล้ว
...ทำไมบ้านมันถึงได้ไกลนักนะ...
แต่ถ้าเขาฟังดีๆจะรู้ว่ามีรถสีขาวคันหนึ่งเร่งความเร็วตามเขามาได้สักพักแล้ว และพยายามบีบแตรเรียกจนที่อยู่ข้างทางหันมามองจนเหลียวหลัง รถคันนั้นในที่สุดก็เร่งความเร็วขึ้นมาคู่กับอีทึกได้ ชายหนุ่มที่ขับอยู่ในรถนั้นลดกระจกลงแล้วพยายามตะโกนเรียก “ปาร์คจองซู จอดรถเดี๋ยวนี้นะ!!!”
เมื่อคนที่ร้องเรียกไม่มีปฏิกิริยาใดตอบกลับมาเขาจึงพยายามเร่งความเร็วปาดเข้าไปใกล้กว่าเดิม คราวนี้อีทึกหันมามองอย่างตกใจ...
แม้จะมองผ่านกระจกแต่ภาพที่เห็นเล่นเอาคังอินปวดใจที่สุด อีทึกร้องไห้... และร้องหนักเสียด้วย สภาพแบบนี้ยังจะกล้าขับรถเร็วขนาดนี้... โกรธเขามากใช่ไหม
“จอดรถก่อนนะครับพี่…” คังอินน้ำตาพาลจะไหลตามไปด้วย
เมื่ออีทึกเห็นว่าเป็นคังอินก็ลดกระจกลงแต่ยังไม่คิดจะเบรก ...ตามมาทำบ้าอะไร แล้วดูสิ จะพาน้องคนอื่นไปเที่ยวมาขับรถเร็วแบบนี้ได้ยังไงกัน... เขาพยายามเพ่งมองคนที่นั่งมากับคังอินด้วย
ใครกันนะ...โชคดีชะมัดเลย
คิดแล้วน้ำตาของอีทึกก็ร่วงเผาะลงมาอีก เขาเองยังไม่เคยได้ไปเที่ยวกลางคืนกับคังอินสองต่อสองเลยด้วยซ้ำ ไม่เคยนั่งด้วยกัน ซบไหล่เขาแล้วอ้อนเหมือนที่ใจอยาก อย่างดีก็แค่ตามไปพาเขากลับบ้านหลังจากที่เขาเมาแล้วเท่านั้น
คังอินยิ่งกระวนกระวายเมื่อเห็นอีทึกก้มหน้าร้องไห้โดยไม่มองทาง “อีทึก ใจเย็นหน่อยสิ! พี่จะฆ่าตัวตายหรือไง... ผมอยู่นี่นะ ผมไม่ได้จะไปไหน เรากลับบ้านกันเถอะ...ผมขอร้อง” น้ำตาของเขาเริ่มไหลจนคนข้างๆเริ่มทนไม่ได้
“จองซูจอดโว้ย! ฉันยังไม่อยากตาย!” เสียงแหลมๆของชายหนุ่มรุ่นพี่ที่เคยใกล้ชิดกับอีทึกมาก พี่ไบรอันวงฟลายทูเดอะสกายตะโกนแข่งกับเสียงลม
คราวนี้ได้ผล เพราะอีทึกสะดุ้งแล้วเหยียบเบรกจนเสียงดังสนั่น ...พี่ไบรอัน...
รถสีขาวก็เบรกตามไปด้วย ผู้โดยสารทั้งสองลงจากรถด้วยความรีบร้อน คังอินพอเข้าถึงตัวอีทึกก็กระชากเขาลงมาจากรถแล้วกอดอย่างแรง ใบหน้าหล่อเหลาซุกเข้ากับต้นคอขาว ร่างบางถูกรัดด้วยอ้อมกอดที่แน่นจนเกือบจะอึดอึด...แต่อีทึกก็ยังสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายเป็นห่วงเขาขนาดไหน ยิ่งความชื้นที่หลังคอนี่...คังอินร้องไห้เหรอ
“...เจ้าเด็กบ้า ขับรถห่วยแตกแล้วยังซ่าอีกนะ” พี่ไบรอันตามมาดุแต่ก็ไม่กล้าว่าอะไรมาก ก็ดูสิร้องไห้จนเสียสภาพขนาดนี้ เขาจึงหันไปตบหลังคังอินเสียแรงแล้วบ่น “เจ้าหมี บอกแล้วใช่ไหมให้รีบรวบหัวรวบหางซะ แค่เขาหายไปแป๊ปเดียวนายยังแทบบ้าขนาดนี้...”
คังอินที่ยังไม่ปล่อยอีทึกตอบเสียงอู้อี้กลับมา..
“หา แกว่าอะไรนะ”
ร่างเล็กผลักให้คนที่กอดอยู่หันมาตอบดีๆ เพราะเขาเองยังไม่ได้ยินเลย คังอินยังหลบหน้าไบรอันแต่ก็ตอบออกมา “…ผมบอกว่าผมรวบไปแล้ว จะปล่อยไปได้ยังไงเล่า... พี่กลับไปได้แล้วไป”
เล่นเอารุ่นพี่ถึงกับหน้าเหวอแล้วหัวเราะออกมา “อ้อ~ เหรอๆ เรียบร้อยไปแล้วใช่ไหม” เขายิ้มเจ้าเล่ห์แล้วหันมาทางรุ่นน้องหน้าหวาน “มิหน้าหลังๆนี่ฉันไม่ต้องรับโทรศัพท์กลางดึกเพราะเจ้าหมีนี่โทรมาโวยวายว่า คนโน้นคนนี้มาเข้าใกล้จองซูมั่งล่ะ มองจองซูแบบกะลิ้มกะเหลี่ยบ้างล่ะ ซ้ำๆซากๆเป็นปี ขอบใจนะไอ้น้อง” เขายิ้มฟันขาวแล้วรีบวิ่งเหยาะๆกลับรถตัวเองที่ถูกรุ่นน้องใจร้อนบางคนขู่กรรโชกมาใช้
...
...
พอเหลือกันแค่สองคนแล้ว ความเงียบก็เข้ามาปกคลุม ...ถนนเลียบแม่น้ำยามค่ำคืนที่ค่อนข้างร้างทำให้แม้แต่เสียงหายใจก็ยังได้ยินชัด
“ทำไมพี่ทำแบบนี้ล่ะ...ถึงจะโกรธก็เถอะ แต่ทำไมถึงไม่ห่วงตัวเองบ้าง ถ้าชนอะไรไปจะทำยังไง” เสียงทุ้มเริ่มดุ
“ชนก็ชนไปสิ แค่นี้คงไม่ตายหรอกมั๊ง”
“อีทึก! อย่าประชดได้ไหม พูดให้รู้เรื่องหน่อย”
“ฉันก็เป็นของฉันอย่างนี้ ไม่ชอบก็ไปซะสิ!”
คังอินถอนหายใจแล้วกุมขมับ “ผมว่าเราคุยกันรู้เรื่องตั้งแต่ก่อนออกมาแล้วนะว่ามันเป็นงาน... ถ้าพี่โกรธ...”
เสียงแหลมพูดสวน “ก็เพราะฉันโกรธน่ะสิ! ทำไมล่ะฉันไม่พอใจแล้วแสดงออกบ้างไม่ได้หรือไง” แค่เขาต้องฝืนยิ้มแล้วบอกให้คนรักของตัวเองไปเที่ยวกับคนอื่นตามสบายก็จะแย่อยู่แล้ว จะให้เขาทำอะไรอีก “…ฉันไม่เหมือนนายนี่ ทำอะไรตามใจตัวเองเสมอเลย คิดอะไรอยู่บ้างก็ไม่รู้...” รักฉันบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้...
“ผมว่าเรากลับบ้านกันก่อนเถอะ...” คังอินจับแขนของอีกฝ่ายแล้วพยายามลากขึ้นรถ แต่ก็ถูกสะบัดออก
“ทำไม อายเหรอ นายมายืนอยู่กับฉันสองต่อสองแบบนี้ นายกลัวคนอื่นรู้ใช่ไหม”
“ไม่ใช่อย่างนั้น... ผมแค่อยากให้พี่ใจเย็นหน่อย”
“เย็นไปคนเดียวเถอะ! ฉันใจเย็นมาพอแล้ว... คนรักอะไรกัน ต้องคอยแอบคอยซ่อนเหมือนฉันทำอะไรผิดอยู่ตลอดเวลา...” อีทึกสะบัดหน้าหนี
คังอินเริ่มเหลืออด “แล้วพี่คิดว่าเป็นอยู่คนเดียวเหรอ วันนี้ผมเห็นนะ ไอ้ซีวอนมันเกาะพี่อย่างกับปลิงจับนู่นแตะนี่ตลอดเวลา แล้วยังตาแก่นั่นอีก! ผมแทบจะเข้าไปต่อยปากมันอยู่แล้ว!”
อีทึกสะดุ้งเพราะอยู่ๆคังอินก็อารมณ์เสียขึ้นมา พอถูกเขาพูดเข้าบ้างก็เริ่มนึกย้อน... แต่มันไม่เหมือนกันนี่ “ก็นั่น
มันงาน! แล้วนี่กับซีวอนนายยังคิดบ้าๆอีกเหรอ!”
“ก็ไอ้เจ้าซีวอนยิ่งตัวดีเลย ผมไม่ชอบ! มันจะคิดอะไรหรือเปล่าผมไม่สนหรอก ผมเคยเตือนมันแล้วครั้งนึงไม่เห็นมันจำเลย! ส่วนเรื่องงานไม่ต้องมาอ้าง งานบ้าอะไร! มันแทบจะลากพี่ไปนั่งตักมันอยู่แล้ว” กำปั้นหนาๆถูกทุบลงไปบนรถเพื่อหาทางระบาย คังอินไม่เคยพูดเรื่องว่าอีทึกไม่ค่อยระวังตัวเองมาก่อน เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่เคยคิดว่าตัวเองมีเสน่ห์ดึงดูดเพศเดียวกันขนาดไหน
“...คังอิน” อีทึกเริ่มเสียงอ่อย... ทำไมมากลายเป็นแบบนี้ล่ะ ไม่ใช่เจ้าหมีนี่ต้องง้อเขาหรอกเหรอ
พออีทึกเริ่มเงียบคังอินถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าไม่ควรตะโกนใส่แบบนี้ “...แต่วันนี้ผมเองก็ผิด ผมขอโทษนะ” คังอินก้มหน้านิ่ง “...ยิ่งผมเห็นว่าพี่ไม่สนใจผมเลยผมก็เลยโมโหขึ้นมา... แค่คิดว่าถ้าพี่เห็นผมอยู่กับคนอื่นบ้างพี่จะโกรธไหม... จะหึงเหมือนที่ผมหึงพี่หรือเปล่า” ตอนนี้หน้าหล่อๆเริ่มแดงไปถึงหู
พอได้ยินแบบนี้อีทึกก็ไม่รู้จะทำหน้ายังไงโกรธก็โกรธที่คังอินเล่นบ้าๆ แต่ถามว่าดีใจไหม... เขาดีใจมาก ก็คังอินหวงเขาขนาดนี้ “แต่ฉันยิ่งกว่านายอีก... ฉันหึงนายตั้งแต่ก่อนออกจากบ้านแล้ว”
“พี่จะต้องไปหึงใครกันอีกล่ะ... ก็ผมบอกพี่ไปแล้วนี่” ไม่พูดเปล่า.. คังอินส่งยิ้มน่ารักนั่นมาให้เขา อีทึกที่แทบจะละลายเริ่มหันมองไปรอบๆ ...ไม่มีคน... ไม่มีใครเห็นสินะ ก็ยิ้มของคังอินเป็นของเขานี่ เขาไม่ชอบให้คนอื่นเห็น
อีทึกที่ตอนนี้เริ่มเขินก็ได้แต่อ้อมแอ้มถาม “บอกอะไร...?”
“พี่อีทึก... ไม่เคยจำเลยใช่ไหม ทำไมถึงได้ทึ่มอย่างนี้” เอ๊ะ เจ้าบ้านี่... มาว่าเขาทำไมเนี่ย
“ใช่สิ ฉันมันทึ่ม! ทั้งทึ่มทั้งโง่แถมยังแก่กว่านายอีก… นี่ปล่อยนะ” อีทึกเริ่มดิ้นเพราะอยู่ๆคังอินก็เข้ามากอด เขาจึงจับที่ท้ายทอยของอีทึกแล้วดันให้ใบหน้าหวานนั่นซบลงกับไหล่
...แล้วค่อยๆประทับจูบลงที่หน้าผากอย่างแผ่วเบา“ผมเคยบอกแล้วไง ว่าพี่ไม่จำเป็นต้องหึงให้เสียเวลา เพราะไม่มีวันที่ผมจะไปไหน...แล้วจะให้ผมพูดกี่ครั้งก็ได้…”
“...ว่าผมรักพี่นะครับ”
“...รักมาก”
...
ที่ริมแม่น้ำแห่งนั้น ตอนนี้เริ่มจะมีคนออกมาชะโงกหน้าดูว่ามีอุบัติเหตุอะไรไหมเพราะเสียงยางรถที่เบรกจนแสบแก้วหูถึงสองครั้ง บางคนออกมาแล้วเห็นว่าไม่มีอะไรก็กลับเข้าบ้านไป บางคนออกมาแล้วเห็นว่ามีคนยืนกอดกันอยู่ก็พลอยอมยิ้ม ...แฟนทะเลาะกันล่ะมั๊ง ส่วนจะมีบางคนจำเขาสองคนได้หรือไม่... ก็ช่างมันเถอะนะ
เพราะความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน จำเป็นต้องมีคนอื่นอีกเป็นแสนเป็นล้านมาคอยกีดกันด้วยอย่างนั้นหรือ
Fin~
…
ณ บ้านซูจูที่ตอนนี้เหล่าลิงทั้ง 11 ตัว กำลังแต่งตัวในชุดนอนพร้อมใส่หมวกซานต้าสีแดงยืนเรียงกันอยู่หน้าประตู ในมือบางคนถือลูกโป่ง บ้างถือพลุกระดาษ บางคนก็ถือเค้ก...
“ตกลงพวกเราต้องจุดเทียนรอพี่แกอีกนานไหมวะ” อึนฮยอกบ่นกระปอดกระแปด
“นั่นดิ ไฟจะไหม้บ้านอยู่แล้ว” ดงแฮมองหน้าเพื่อนซี้แล้วถอนหายใจ
...
