Title: A Birthday’s Conspiracy
Status: One shot [complete]
Fandom: Super Junior
Pairing: Kangteuk
Author: kiba kai
Rating: PG-13
Genre: General, ficlet
Disclaimer: don’t own the boys, no money made
Warning: YAOI [BOY x BOY]
Author’s note: ฟิควันเกิดแด่คิมยองอุนเจ้าค่ะ ขออภัยถ้ามีนจะสวีทไร้สติ... เพราะตอนแรกคิดว่าจะไม่แต่ง แต่ได้อ่านฟิคเรื่องหนึ่งไปแล้วเกิดอาการอดรนทนไม่ได้ขึ้นมาค่ะ... ตอนนี้เกลียด “ม้า” เป็นพิเศษ... อย่าถาม... อย่าถาม.. เอาหมีมาด่วน!
A Birthday’s Conspiracy
By kiba kai
เช้าวันนี้เป็นวันที่อากาศดีวันหนึ่งของเกาหลีเลยทีเดียว ถ้าไม่นับพายุหิมะที่จู่ๆก็โหมกระหน่ำกรุงโซลอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ลมพัดแรงพาเอาลูกเห็บขนาดย่อมตกกระแทกเพดานบ้านช่องเสียงดังตึงตัง บ้างก็ก่อให้เกิดการจราจรติดขัดตามถนนทั้งๆที่เป็นชั่วโมงเร่งด่วนอยู่แล้ว เสียงแตรรถดังระงมประท้วงความล่าช้าของการเดินทางดังจนน่ารำคาญ
ใช่...น่ารำคาญขนาดที่ว่าคนนอนขี้เซาใต้ผ้าห่มยังทนไม่ได้ ชายหนุ่มรูปร่างบึกบึนคนหนึ่งเปิดผ้าที่คลุมโปงออกอย่างหัวเสีย... นี่มันอะไรกันวะ ได้เรื่องแต่เช้าเลย เมื่อคืนยังไม่ค่อยได้นอนพักเต็มตา วันนี้เป็นวันหยุดทั้งทีแทนที่จะได้ตื่นสายๆเหมือนชาวบ้านเขาบ้าง แล้วนี่อะไร... หนวกหูเป็นบ้าแถมหนาวชะมัด
...เขาค่อยๆลากสังขารขึ้นจากที่นอนอย่างงัวเงียแล้วเดินเปะปะพร้อมกับผ้านวมผืนหนาออกไปนอกห้องนอนทั้งอย่างนั้น
ด้วยผมเผ้าที่ยุ่งเหยิง คราบน้ำลายที่มุมปากและกางเกงขอบย้วยๆ สารรูปที่ดูไม่ได้เช่นนี้ถ้ามีแฟนเพลงของซูเปอร์ จูเนียร์เห็นเข้าจังๆจะว่าอย่างไร ในเมื่อหนึ่งในสิบสามสมาชิกคิมยองอุนหรือคังอินนั้นมีสภาพชวนมองขนาดนี้ แต่กับคนที่อยู่ร่วมหอพักเดียวกันมาสองสามปีก็พอทำใจได้บ้างแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อหัวหน้าวงอย่างปาร์คจองซูหรืออีทึกที่กำลังง่วนกับการตอกไข่ลงในแป้งแพนเค้กหันมาเห็นคังอินที่คล้ายๆจะละเมอเดินอยู่เลยเกิดอาการปลงๆ
“นี่ จะเดินก็ดูทางหน่อย แล้วทำไมรีบตื่นนัก เมื่อคืนบอกว่าจะนอนให้ถึงเย็นไม่ใช่เรอะ” อีทึกถาม ก็วันก่อนพอเจ้าคิงคองนี่รู้ว่าจะได้หยุดก็กระดี๊กระด๊าออกไปดื่มกับพวกรุ่นพี่ที่บริษัทจนดึกดื่น แถมยังเป็นภาระให้ต้องออกไปรับด้วยนะ แม้ท่าทางที่พวกรุ่นพี่มองอีทึกอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องเมื่อคืนจะทำให้ตงิดเล็กน้อยก็เถอะ หรือว่าเจ้ายองอุนไปพูดอะไรไม่ดีอะไรไว้หรือเปล่า เจ้าหมอนี่ยิ่งเป็นคนปากว่ามือถึงอยู่ด้วย แถมช่วงนี้เพิ่งเลิกกับสาวที่ควงกันมาถึงห้าเดือนซึ่งนับว่าเป็นเวลาค่อนข้างนานทีเดียวสำหรับหนุ่มเพลย์บอยแบบนี้ เพราะก่อนหน้านี้อย่างดีก็แค่สามเดือนเท่านั้น
“ก็ใครใช้ให้รถข้างล่างเสียงดังแบบนี้ล่ะ ไม่เอา นอนไม่ลงแล้ว” คังอินค่อยๆกระเถิบเข้ามาชะโงกดูผ่านไหล่จากด้านหลังอีกฝ่ายเพื่อดูว่าทำอะไรอยู่ แพนเค้กเรอะ ไหงแป้งมันจับเป็นก้อนงี้ล่ะ “พี่ทำอะไรเนี่ย ตีให้มันเข้ากันดีๆสิ” เขาเอาคางวางเกยกับไหล่บางแล้วเอื้อมมือออกมานอกผ้าห่ม ซึ่งกลายเป็นว่าตอนนี้เขากอดอีทึกอยู่หลวมๆพร้อมทั้งลงมือตีไข่กับแป้งหน้าตาเฉย
ที่ก็ออกเยอะ ปล่อยตรูก่อนสิเฟ้ย อีทึกโวยในใจแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเห็นคังอินยังง่วงอยู่ สงสัยยังไม่ตื่นดีเลยขี้เกียจขยับมากมั๊ง ... สามนาทีก็แล้ว ห้านาทีก็แล้ว... แป้งที่ตีก็เนียนจนจะเป็นนมข้นอยู่แล้ว “พอแล้วมั๊ง คังอิน” อีทึกเริ่มขยับตัวจะออกไปหยิบกระทะกับเนย คังอินวางแป้งผสมลงแล้วแต่ยังไม่ยอมปล่อยมือ กลับมั่วกอดอีทึกแน่นขึ้นอีก “อือ... หนาว”
“หนาวก็ไปอาบน้ำอุ่นแล้วแต่งตัวดีๆสิ เสื้อผ้าบางแบบนี้มันจะพอได้ยังไง” อีทึกหันไปดุ
“... ตอนนี้อุ่นแล้ว” คังอินส่งเสียงอู้อี้อยู่ข้างหู
“หา นายว่าไงนะ” ชายหนุ่มผมสีอ่อนฟังไม่ถนัด
“..ไปก็ได้ แล้วคนอื่นๆไปไหนหมดล่ะ” คนขี้เซาถอยออกไปสองก้าวแล้วกระชับผ้าห่มให้แน่นเข้า
“บางคนไปทำงาน บางคนลากลับบ้าน บางคนออกไปเที่ยวน่ะ” อีทึกตอบโดยหลบสายตา ก็ทำไมน้องๆต้องทิ้งให้เขาอยู่รับมือเจ้าหมีนี่ด้วยเล่า คนอื่นไม่ได้หรือไงนะ ก็ตอนนี้ทุกคนออกไปเตรียมข้าวของมาจัดงานวันเกิดให้คังอินน่ะสิ แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะลืมไปด้วยซ้ำว่าวันนี้เป็นวันอะไร ส่วนหน้าที่ของเขาก็มีแค่อย่าให้คังอินออกไปไหน ให้ทำยังไงก็ได้ให้อยู่กับบ้านจนกว่าน้องๆจะกลับมา อีทึกเองเข้าใจว่ามันเป็นหน้าที่ที่ค่อนข้างยากทีเดียวเพราะแต่ไหนแต่ไรมาคังอินอยู่ติดบ้านเสียที่ไหน ถ้าเป็นกลางคืนก็จะออกไปดื่มกับพวกรุ่นพี่หรือเพื่อนๆวงอื่น ถ้าเป็นกลางวันก็ออกไปกับคู่ควงคนใดคนหนึ่ง ...เอ๋ จริงสิ เขาเพิ่งเลิกกับคนที่เขาจริงจังด้วยมากนี่นา... อย่างนี้คงยิ่งอยากออกไปหาคนใหม่สินะ.. จะทำยังไงดี
“นี่คังอิน วันนี้น่ะ...นายอย่าออกไปไหนนะ เพราะว่าวันนี้ เอ่อ นายจะดวงไม่ดีน่ะ” อีทึกเริ่มเกริ่นแบบแปลกๆ ซึ่งผลที่ได้คือสีหน้าที่สุดแสนจะข้องใจของอีกฝ่าย “จริงๆนะ ...นายจะต้องตกท่อ กระเป๋าเงินหาย แถมยังรองเท้าขาดอีกด้วย”
คนฟังหรี่ตามองอย่างจับผิด “...คอลัมน์ดูดวงจากหนังสือพิมพ์ใช่ไหม”
“จะบ้าเหรอ นายเห็นฉันเป็นคนยังไง” กระแทกไม้พายพลิกแพนเค้กลงกับกระทะอย่างงอนๆ
“ก็คนที่อ่านดวงจากหนังสือพิมพ์ทุกเช้าไงล่ะ” คังอินแกล้งทำเป็นงัวเงียแล้วเดินเปะปะไปรอบบ้านเพื่อสำรวจดูว่าวันนี้ไม่มีใครอยู่ด้วยแล้วจริงๆ ...งั้นก็มีแค่เขากับอีทึกสองคนเหรอ แค่คิดเขาก็เริ่มสนุกแล้ว จึงหันไปหาพ่อครัวจำเป็น “...ว่าแต่ของพรรค์นี้ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่นี่เนอะ ขอผมคิดก่อนว่าอยากอยู่บ้านหรือเปล่า” เขายักไหล่เดินเข้าห้องน้ำ
หือ อย่างน้อยก็ง่ายกว่าที่คิดแฮะ อีทึกอารมณ์เย็นขึ้นเพราะรู้สึกว่าตัวเองเริ่มโชคดี
หารู้ไม่ว่าทางด้านคังอินที่เดินยิ้มแก้มปริเข้าห้องน้ำยิ่งรู้สึกโชคดีกว่าอีก ...อะไรจะขนาดนี้ มันง่ายอย่างนี้เชียว ไหนๆก็ได้อยู่กับอีทึกตามลำพัง เอ หรือว่าจะชวนออกไปเที่ยวข้างนอกดี เพราะอีกฝ่ายไม่ค่อยได้ไปไหนแถมบ่นๆว่าอยากได้เสื้อผ้าใหม่
ด้วยความที่ตั้งใจจะมัดมือชกคังอินจึงแต่งตัวเสียหล่อด้วยทีเชิร์ตคอกลมสีดำทับเสื้อโปโลสีขาวแขนยาวที่ดึงปกเสื้อออกมาด้านนอกให้สีตัดกัน กางเกงผ้าสีดำ เขาผิวปากอย่างอารมณ์ดีขณะกำลังเซ็ตผม เล่นเอาอีทึกซึ่งจะเดินมาถามว่าจะเอาแยมรสอะไร อดไม่ได้ที่จะเปิดปากแซว “โห... เนี่ยนะจะอยู่บ้าน แต่งตัวแบบนี้จะไปเดทอีกล่ะสิ” พูดไปยังงั้นแต่ในใจเริ่มกระวนกระวาย เอาไงดีเนี่ย ถ้าคังอินออกไปข้างนอกก็เสียแผนหมดสิ เดี๋ยวพวกฮยอกมันกลับมาไม่เจอเขาต้องซวยแน่ๆ
คังอินสะดุ้งแล้วหันมามอง ในใจก็กำลังจะตอบไปว่าจะพาคนแถวนี้ไปช๊อปปิ้งนั่นแหละแต่ก็เกิดอาการอึ้งจนพูดไม่ออก... ก็เมื่อกี๊ไม่ทันมองนี่นา เขาเพิ่งเห็นว่าหัวหน้าวงของเขายังใส่ชุดนอนอยู่ แต่ปัญหาก็คือมันเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวใหญ่... ใหญ่มากจนเข้าใจได้ว่านั่นมันของชินดงหรือเปล่า คอเสื้อมันกว้านลึกไปถึงไหนๆแถมกว้างซะจนแทบตกลงมาจากไหล่บางๆนั่น แถมไอ้ข้างล่างเนี่ยก็พอรู้ว่าใส่บ๊อกเซอร์อยู่ แต่ไหงมันสั้นจนถูกเสื้อบังมิดแบบนี้เล่า ...แถมขาเรียวเล็กนั่น... ต้นขาขาวๆนั่น...
เมื่อรู้ตัวว่าถูกจ้องเลยรีบบอก “อ๋อ วันก่อนไปออกรายการเลยต้องโกนขนหน้าแข้ง ขาฉันเลยเหมือนขาปลอมเลยว่ะ ตลกล่ะสิ”
...ตลกไม่ออกครับพี่ ถึงจะอยู่บ้านแต่ก็ระวังตัวหน่อยสิโว้ย เกิดคนแถวนี้เมาแล้วหน้ามืดขึ้นมาจะทำยังไง! “พี่...ไปแต่งตัวเถอะ” คังอินหน้าแดงแล้วรีบหันกลับไปส่องกระจกทำเป็นเซ็ตผมต่อ
“แต่งทำไมล่ะฉันไม่ได้จะออกไปไหนสักหน่อย” เอาไงดีวะ... ไปพังท่อน้ำแล้วแกล้งให้มันช่วยซ่อมดีไหม หรือจะไปโค่นราวตากผ้า...
“ก็นี่ไง ออกไปกับผม ไปซื้อของกัน” คังอินรีบเดินไปที่ห้องครัวโดยพยายามไม่มองคู่สนทนา
“ไม่... ไม่ได้หรอก คือว่า... เอ้อ ใช่! เดี๋ยวอาจจะมีพี่เขามาช่วยซ่อมคอมพิวเตอร์ เมื่อวานเห็นฮยอกบ่นๆว่ามันเสีย” อีทึกเดินตามมาแบ่งแพนเค้กใส่จานให้
“หา แล้วเขาจะมาเมื่อไหร่”
“คง...ใกล้ๆแล้วมั๊ง”
“ไม่ได้! ออกไปข้างนอกกัน ไปแต่งตัวเดี๋ยวนี้เลย” ปัดโธ่ ถ้าใครมาเห็นในสภาพแบบนี้จะทำยังไง ดูซิเนี่ย แค่เดินเร็วๆชายเสื้อก็แทบจะเปิดขึ้นมาอยู่แล้ว ...เขินเป็นนะโว้ย! หมีใหญ่เริ่มกระวนกระวาย แล้วหันไปคว้าข้อมืออีทึกออกเดิน...
อะไรวะ ก็บอกว่าไม่ไป “ได้ไงเล่า ไม่อยู่แล้วเขาจะเข้ามาได้ไง แล้วนายก็ต้องอยู่ช่วยด้วย ฉันดูเป็นที่ไหนเล่า ใช้ได้อย่างเดียว”
คังอินเริ่มหัวเสีย “เออๆ ก็ได้ เดี๋ยวเขามาซ่อมเสร็จแล้วต้องออกไปข้างนอกกันเลยนะ ไปแต่งตัวเร็ว เดี๋ยวช้า” เขาผลักรุ่นพี่ตาหวานเข้าไปในห้องแต่งตัวแล้วยืนรออยู่ข้างนอก
...เอาล่ะสิ... มั่วจนได้เรื่อง อีทึกนั่งพิงประตูแล้วเริ่มหาทางออก ..ก็คอมมันเสียที่ไหนเล่าไม่มีใครจะมาซ่อมสักหน่อย เอายังไงดีวะ กะแค่อยู่บ้านมันจะยากอะไรนักหนา... อืมมมม แล้วถ้าแบบนี้ล่ะ... “โอ๊ย!... โอยยย เจ็บจังเลย โอ๊ยยย ปวดที่สุด” เขาเริ่มแผนการที่ดงแฮเคยใช้บ่อยๆ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนที่ฟังอยู่ข้างนอกใจเสียขนาดไหน เขารีบเคาะประตูอย่างไว “เฮ้ยพี่ เป็นอะไรน่ะ” แต่เสียงที่ได้ตอบกลับมานั้นมันกลายเป็นเสียงสั่นๆที่เหมือนเจ้าของกำลังจะหายใจขาดช่วง... ด้วยอะไรก็แล้วแต่...ว่า
“อือ.. คังอิน... ฉันเจ็บ...”
…
เหมือนหัวใจของคังอินจะหยุดเต้นไปสักสามวิ จากเมื่อกี๊ที่หน้าหล่อๆแดงนิดๆอยู่แล้วเลยกลายเป็นแดงจัด รู้ตัวไหมว่าพูดบ้าอะไรออกมา…สาบานนะ ว่านั่นไม่ได้แกล้งกัน... คังอินเอาหัวโขกประตูดังปึ๊กเพื่อเรียกสติ ... แล้วใครสอนให้พี่แกทำเสียงแบบนั้นวะ “ผม... เอ่อ ผมจะเข้าไปนะ”
เมื่อเปิดประตูเข้าไปได้ก็เห็นคนป่วยนั่งงอตัวอยู่กับพื้น ...อย่าเพิ่งมองเว้ย! ถึงมันจะขาวขนาดไหน ใจเย็นไว้เพื่อน...
“คังอิน... ฉันปวดท้องจัง” ...ยังมารยาต่อ... เขาแสดงได้เหมือนจนคังอินไม่สงสัย “พี่ไปกินอะไรมาเนี่ย หรือไอ้แพนเค้กเมื่อกี๊ พี่ชิมหรือเปล่าว่านมมันบูดไหมก่อนผสมลงไปน่ะ” เขาไม่ถามเปล่า รีบช้อนมือเข้าใต้เข่าและไหล่บางแล้วรวบขึ้นอย่างง่ายดาย
อีทึกได้ทีรีบซุกหน้าเข้ากับอกหมีแล้วถูไปมา ...ก็ดงแฮทำแบบนี้นี่... นั่นยิ่งทำให้คังอินที่ไม่เคยมีภูมิต้านทานอีทึกเวอร์ชั่นนี้แทบเสียสติ แต่ยังไงก็ตามพออีทึกเริ่มเสียงอ่อยแล้วหายใจแรงขึ้นเขาก็กังวลไม่น้อย
“..ปวด... ปวดจะแย่แล้ว...”
“งั้นไปโรงพยาบาลเถอะ” เขากระชับร่างในวงแขนให้แน่นเข้าแล้วมุ่งไปยังประตูบ้าน
แต่ไม่ทันไรเสียงเล็กก็ร้องห้าม “เฮ้ย! ไม่ต้อง เอ่อ ฉันแค่ปวดท้องนิดๆหน่อยๆ นอนพักเดี๋ยวก็คงหาย”
“...เอางั้นเหรอ แต่ท่าทางพี่ปวดมากนะ” ...ไอ้หมอนี่บทจะโง่ก็โง่แฮะ ถ้าเป็นฮีชอลหรือคิบอมคงไม่ตกหลุมง่ายๆแบบนี้ แต่ก็ดี
“อือ ไม่เป็นไร ขอฉันนอนพักเถอะ แต่ว่า...ฉันไม่อยากอยู่คนเดียวเลย” เขาอ้อน ทั้งๆที่มันไปจำเป็น แค่นี้เจ้าหมีก็แทบใส่พานถวายทุกอย่างแล้ว “คังอิน...นายอยู่เป็นเพื่อนหน่อย นะ...นะ”
อย่าว่าแต่เป็นเพื่อนเลย... ให้เป็นทาสก็เอา เขาพยักหน้า “งั้นเดี๋ยวผมออกไปหายามาให้กินนะ... แล้วก็ช่วยไปเปลี่ยนชุดดีๆหน่อยเถอะ พี่ไม่หนาวหรือไง”
“ก็ฮีทเตอร์ในครัวมันแรงนี่นา เอาผ้าห่มนายให้หน่อยสิ พี่ไม่อยากลุก ..โอย เนี่ย ปวดๆ”
“เออๆ เดี๋ยวหยิบให้! อยู่เฉยๆแล้วกัน” คังอินโยนผ้าห่มมาให้จากระยะไกลเพราะถ้าจะให้ห่มผ้าคลุมขาขาวๆนั่นด้วยคงทำใจออกจากบ้านไม่ได้
พอคังอินออกไปแล้วหัวหน้าวงตัวดีก็ลุกขึ้นนั่ง “เสร็จไปหนึ่งเปลาะ! ว่าแต่เจ้าพวกน้นมันไม่ได้บอกด้วยสิว่าจะกลับมากี่โมง” เขาจึงโทรไปหาฮยอกแจ... ตรู๊ด ตรู๊ด.... ไม่รับโทรศัพท์... อะไรวะ
แต่ว่ามันก็ไม่ใช่แค่ฮยอกแจคนเดียว น้องคนไหนๆในวงก็ไม่มีใครยอมรับโทรศัพท์เลยสักคน ... หรือว่าโทรศัพท์เขาเสีย...
…
ทางฝ่ายคังอิน...
พออกจากห้องได้แล้วก็เริ่มยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วสักพักก็หัวเราะออกมาเหมือนคนบ้า ฮ่าๆ พี่อีทึกเอ๋ย ทำไมถึงได้บ๊องขนาดนี้วะ ดวงตกมั่งล่ะ ปวดท้องมั่งล่ะ ไม่มีวิธีอื่นแล้วรึไงเนี่ย แต่ก็ดี เพราะแค่ยังไม่ถึงครึ่งวันเขาก็ได้กำไรขนาดนี้ ทั้งได้กอดได้อุ้มแถมยังถูกซบอีก ว๊ากกก หมีล่ะปลื้ม เขายิ้มแก้มแทบปริพร้อมทั้งตรงไปร้านขายยาเพื่อซื้อยาบำรุงและวิตามิน
ไม่เสียแรงจริงๆที่เขาลงทุนบากหน้าไปขอให้เจ้าฮยอกกับน้องๆช่วย แม้มันจะทำให้เขาเสียเหลี่ยมไม่น้อย... ก็เขาต้องยอมเปิดปากนั่นแหละว่าวันเกิดปีนี้เขาอยากอยู่กับอีทึกแค่สองคน เขาแกล้งอำว่าปีที่ผ่านมาอีทึกช่วยเขาไว้เยอะทั้งเรื่องผู้หญิงที่พี่เขาสับรางให้ แล้วยังค่าเหล้าที่ตามไปเคลียร์ให้บ่อยๆ ... ว่าก็ว่าเถอะจะมีใครจับได้ไหมนะว่าที่จริงแล้วเขาน่ะ... ชอบอีทึกมากขนาดไหน... เฮ้ยคงไม่หรอกน่า เขาออกจะดูเพลย์บอยขนาดนี้ แล้วเขาก็ไม่ใช่ไม่ชอบผู้หญิง พวกสาวๆน่ะเป็นสิ่งท้าทายในชีวิตเขา แต่ว่าทำไมไม่รู้..กับอีทึกน่ะ เป็นความรู้สึกพิเศษจริงๆ ทุกวันนี้ไม่ใช่ว่าเขาควงผู้หญิงเพราะเขาชอบใคร ..แค่กลัวอีทึกกับคนอื่นๆสงสัยแล้วจับได้เท่านั้นแหละ ...
นับวันเขายิ่งไม่รู้จริงๆว่าจะทำยังไงกับตัวเอง ไอ้ชอบน่ะมันชอบอยู่.. จะว่ารักก็... โอ๊ยยย ไม่รู้โว้ย แต่อีทึกน่ะ แม้ตัวจะเป็นยังไงแต่นิสัยเขาก็แมนใช่เล่นเหมือนกัน แล้วถ้าเขาจับได้ว่าเรา คิดแบบนี้ขึ้นมาจริงๆเล่าเว้ย มิซวยหรอกรึ ... ลำพังไอ้ที่แฟนคลับเขากรี๊ดคังทึกกันนี่ก็แทบแย่แล้ว แต่ก็ช่างเถอะ เอาไว้คิดทีหลังแล้วกัน วันนี้อุตส่าห์โชคดี ถึงไม่ได้พาเขาออกไปไหนก็ไม่เป็นไร อยู่บ้านด้วยกันก็ดีแล้ว เช่าหนังไปดูดีไหมนะ ... แต่คิดอีกทีอย่าดีกว่าขานั้นชอบดูหนังผีนี่ ซื้อของกินอร่อยๆไปให้ดีกว่า
...
และแล้ววันนี้ทั้งวันทั้งหัวหน้าวงและรองหัวหน้าจำเป็นจึงไม่มีใครออกไปไหน หลังจากคังอินกลับเข้ามาก็เอายาบำรุงให้กิน หลอกว่าเป็นยาแก้ปวดท้อง แถมยังซื้อของมาทำอาหารอร่อยๆให้อีทึกกินหลายอย่าง ส่วนทางคนถูกเอาใจนั่นไม่ต้องห่วงเลย ได้นั่งเอกเขนกกระดิกเท้าอยู่บนโซฟาแล้วนั่งดูคังอินวิ่งเอานู่นเอานี่มาให้ชิม ตัวเขาเองแม้จะรู้สึกผิดนิดๆเพราะวันนี้เป็นวันเกิดเจ้าหมี แทนที่จะได้พักสบายๆกลับต้องมาวุ่นวาย แต่ก็เอาน่า... เขาเองก็ขี้เกียจเหมือนกัน แล้วอีกอย่างเขาก็ไม่ได้อยู่เฉยๆนะ กำลังทำหน้าที่ที่น้องๆมอบหมายอย่างขยันขันแข็งไงเล่า
ส่วนคังอินนั้นบอกได้เลยว่ากำลังสนุก ก็คิดดูสิ อยากเอาอะไรให้อีทึกกินก็แค่เดินไปป้อน นานๆจะเป็นแบบนี้สักทีเพราะปรกติอีกฝ่ายไม่ค่อยยอมกินอะไร พอตกบ่ายก็ได้นั่งเล่นเกมกัน สั่งเค้กสั่งขนมมากิน... นั่งคุยแต่เรื่องสนุกๆของน้องๆนั่งหัวร่อต่อกระซิกกันทั่งวัน ซบไหล่กันบ้าง หนุนตักกันบ้าง แต่มีเรื่องเดียวที่แย่คือ วันนี้ทั้งวันอีทึกไม่ยอมเปลี่ยนชุด นุ่งชุดสุดสั้นนั่นแถมกอดแต่ผ้าห่มเขาทั้งวันอีก... แม่เจ้า คืนนี้เขาต้องนอนห่มผ้าผืนนั้นแล้วฝันดีแน่ๆเลย
…
ในขณะที่คังอินยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่หน้าอ่างล้างจาน ...กล้องส่องทางไกลอันจิ๋วถูกลดลงจากใบหน้ากรุ้มกริ่มของชายหนุ่มที่จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก... ลีฮยอกแจ ที่ๆเขามาทำตัวเป็นสายลับอยู่นี่คือตึกข้างๆอพาร์ทเมนต์นั่นแหละ แถมยังเป็นที่อยู่อาศัยของเพื่อนสนิทร่วมค่ายอย่างทงบังชินกิ และข้างๆเขาก็ยังมีเพื่อนร่วมวงอีกหลายคนที่นั่งมองแล้วหัวเราะไปกับท่าทีของหมีใหญ่ขี้วีนที่ตอนนี้ทิ้งลายจนหมดสิ้น
“พี่คังอินนี่เขาคิดจริงๆเหรอว่าไม่มีใครรู้น่ะ” จุนซูถอนหายใจพร้อมทั้งส่ายหัวอย่างระอา “ขนาดว่าฉันเป็นคนนอกวงนะ เวลาเห็นหน้าพี่เขาเดินตามหลังพี่ทึกต้อยๆแล้วอย่างกับมีป้ายแปะไว้บนหน้าผากว่า ‘คนนี้ของผม’ เลย” *
ลิงน้อยยักไหล่ “นั่นดิ ไม่รู้ก็โง่แย่แล้ว โด่เอ๊ย ทำเป็นแมนอย่างงั้นอย่างงี้ หลงพี่เขาหัวปักหัวปำยังมาทำปากแข็ง”
“..นี่แก ด่าพี่ทึกเหรอ! รายนั้นเขาไม่รู้จริงๆนะ” ดงแฮโวยขึ้นมา
“อย่าไปนับพี่แกสิ! ซื่อจนบื้อขนาดนั้น เชื่อสิ ต่อให้ถูกจูบจะๆยังไม่รู้เลยมั๊งน่ะ” ฮีชอลพูดขึ้นมาสนุกๆแต่ไม่นึกว่าจะเล่นเอาทุกคนเงียบกริบ... ในใจก็เริ่มคิดพิเรน...อืม หรือว่าวันนี้จะได้ดูฉากเลิฟซีนกันล่ะวะ
ยุนโฮที่ก็เริ่มคิดลามกเหมือนกันแต่ยังเรียกได้สติก่อนใคร “แกก็เวอร์...งั้นเอายังอ่ะ..จะได้รู้เรื่องกันไปสักที” เขาควักโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกระตุกยิ้มขึ้นมาที่มุมปาก
…
หลังจากที่คังอินเดินไปล้างจาน อยู่ๆโทรศัพท์ที่อีทึกคิดว่าท่าจะเสียก็ดังขึ้นเป็นสัญญานว่าเขาได้รับคลิปวิดีโอจาก... ยุนโฮ ...หา เจ้านั่นส่งอะไรมาเนี่ย เขากดรับอย่างงงๆแล้วรอให้ดาว์นโหลดเสร็จ...
โทรศัพท์ของคังอินก็ดังขึ้นเช่นกัน แต่เป็นสายโทรเข้าจากฮีชอล เขาเช็ดมือแล้วกดรับอย่างเบื่อหน่าย “มีอะไรวะ บอกแล้วไงว่าขอถึงสองทุ่ม”
ฮีชอลหัวเราะในลำคอแล้วพูด “วันเกิดทั้งที คิดว่าของขวัญที่พวกฉันจะให้มีแค่เวลาที่แกของั้นเรอะ”
“อะ..อะไรของนาย” คังอินเริ่มสงสัย
“เดี๋ยวฉันจะส่งอะไรขำๆให้นายดู แต่ไม่รู้ว่านายจะขำหรือเปล่านะ ถ้าไม่แน่ใจก็ไปถามอีทึกดูก็แล้วกัน เพราะ ‘เรา’ ก็เพิ่งส่งให้เจ้านั่นเหมือนกัน”
“เฮ้ย! เดี๋ยว นี่มันอะไร นายส่งอะไรให้อีทึก...”
“ก็รอดูเอาเองสิ อ้อ แล้วอีกอย่างนะ บ๊อกเซอร์ที่เจ้านั่นใส่อยู่น่ะ มันเป็นของฉันเอง ...ยังไงก็อย่าทำขาดก็แล้วกัน ฮ่าๆๆๆ” ปิ๊ป
... อะไรกันเล่า บ๊อกเซอร์มันจะไปขาดได้ยังไง! คิดอะไรอยู่วะไอ้คนลามกนี่! คังอินนึกภาพตามแล้วอยากจะบ้า... แต่เอ๋... แล้วฮีชอลรู้ได้ไงว่าอีทึกใส่ชุดอะไรอยู่ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะสงสัยก็ได้รับคลิปวิดีโอจากฮีชอลพร้อมหัวข้อแมสเสจว่า ‘อยากได้ของขวัญวันเกิดไหมไอ้คัง...’
เขากระวนกระวายแต่ก็รอโหลดจนเสร็จ พอเปิดขึ้นมา... เฮ้ยนี่มัน! ร้านเหล้าที่ไปกินเมื่อวานกับยุนโฮและแจจุงนี่หว่า ..สิ่งที่เขาเห็นคือ... ตัวเขาเองในสภาพเมาปลิ้นสุดๆนั่งพิงกับผนัง แล้วก็มีเสียงคนดังลอดออกมา ยุนโฮแน่ๆ
“เอ้า คังอิน มองกล้องหน่อยเร้ววว”
“อือ...” เขาพยายามปัดกล้องออกแต่พลาดไปเป็นศอกทีเดียว
“ไหนพูดอีกทีสิ ประโยคเมื่อกี๊ที่นายพูดน่ะ” เราพูดอะไรวะ...
“...อือ.. ไม่ยอมยก.. ให้ใคร...หรอก” …เอ๋
“แล้วก่อนหน้านั้นล่ะ ...พูดสิคังอิน” ….
“อีทึก..." … เฮ้ย!!!! อย่าบอกนะว่า...
“อีทึกทำไม คังอิน”
“ของฉัน..” … โว้ยยยย! หมดกัน.....
“เออ! เอาใหม่สิ พูดทั้งประโยคเลย”
“โว้ยยยย ก็บอกว่าอีทึกเป็นของฉันไงล่ะ จะให้พูดกี่ครั้งกัน! พวกนายอย่ามายุ่งนะ ฉันจะ... ฉันจะต่อยให้หน้าหันเลย คอยดูนะถ้าอีทึก...ใครมาแตะต้องนะ...” ตัวหนาๆของเขามึนจนฟุบลงไปกับโต๊ะ แต่เสียงที่ลอดออกมาก็ยังพอได้ยิน “…ไม่ยอมจริงๆด้วย... อีทึก... อีทึกของฉัน”
จ๊ากกก...ไอ้พี่ยุนโฮ เดี๋ยวได้เจอดีกันแน่… แล้วนี่... แล้วนี่อีทึกเห็นแล้วงั้นเหรอ!?
คังอินหน้าตาตื่นออกไปชะโงกดูโซฟาที่อีทึกนั่งอยู่แล้วก็เห็นแต่ความว่างเปล่า..กับผ้าห่มของเขากองอยู่ที่พี้น เขาพยายามมองหาแต่ไม่ทันระวังจึงโดนโทรศัพท์โทรมๆโขกโป๊กเข้าที่กระโหลก
“คังอิน ไอ้เจ้าบ้า!” อีทึกจ้องหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง
เอาแล้วไง ..จะแก้ตัวไงดีเนี่ย
“ไอ้คลิปนี่มันหมายความว่าไงฮะ!”
ก็... คือ
“ทำไมถึงปล่อยให้ตัวเองเมาขนาดนี้ หา! เขาหลอกให้พูดอะไรก็พูด นี่ยังดีนะที่เป็นชื่อฉัน ถ้าหากว่าเจ้าพวกนั้นบอกให้นายพูดชื่อดาราคนอื่นแล้วคลิปนี่หลุดไปจะทำยังไง คิดซะมั่งสิ!”
... เออ... ให้มันได้อย่างนี้สิ คังอินคิดในใจ...พวกฮีชอลให้คลิปนี้เป็นของขวัญ ...เพราะเขาไม่พูดสักทีงั้นเหรอ อ้าว แล้วอย่างนี้ไอ้พวกนั้นก็รู้กันหมดแล้วสิ! … หมีอยากจะคลั่ง... แต่ไหนๆก็ไหน โอกาสที่ให้มามันดันกลับตาลปัตร เพราะคนทึ่มี่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาไม่ได้คิดเฉลียวใจเลยแม้แต่น้อย แล้วอย่างนี้...ไม่เสียเปล่าแย่เหรอ..
เอาวะ เป็นไงเป็นกัน!
“คือพี่... แบบว่า...เคยได้ยินไหมที่ว่า คนเมามักจะไม่โกหกน่ะ”
“ใช่ เคยได้ยินว่าคนเมามักจะถูกหลอกง่ายด้วย” คนตัวเล็กเชิดจมูกอย่างไม่ยอมแพ้
“มันไม่ใช่อย่างนั้น คือว่า... ไอ้ที่พี่เห็นน่ะ ผมไม่ได้ถูกหลอก ...และก็ไม่ได้โกหกด้วย” คังอินกลั้นใจพูดไปรวดเดียว
“...แต่นายก็เมาใช่ไหมล่ะ”
“...งั้นพี่ว่าตอนนี้ผมเมาหรือเปล่า” อีทึกเอียงคอมองเขาแล้วส่ายหน้าน้อยๆ “’งั้นผมจะพูดใหม่ก็แล้วกัน...” คังอินมองเข้าไปในตาของอีทึกอย่างมีความหมาย “ว่าพี่น่ะ เป็นของผม ผมจะไม่ยกให้ใคร แล้วก็จะไม่ยอมให้ใครมายุ่งด้วย”
ตาของอีทึกเบิกกว้างด้วยความอึ้ง... ได้แต่อ้าปากค้างเหมือนพูดอะไรไม่ออก
คังอินยังรุกต่อ เขาดันอีทึกเข้ากับขอบประตูแล้วค่อยๆก้มหน้าเข้าไปจนชิด “… พี่ พูดอะไรบ้างสิ ผมไม่รู้ว่าพี่จะเกลียดผมไหม...”
“………………”
“... ผมแค่อยากจะบอก ตลอดมาน่ะ...”
“………………”
“กับผมแล้วพี่สำคัญเสมอ...”
“………………”
“ไม่ว่าผมจะทำเหมือนว่าชอบใคร...”
“………………”
“แต่จริงๆแล้วผมมองแต่พี่นะ...”
“………………”
“แล้วถ้าหากว่าพี่คิดเหมือนผมสักนิด...”
“………………”
“ขอโอกาส...”
“………………”
“โอ๊ย ร่ำไร!” อยู่ๆอีทึกก็แว้ดขึ้นมาแล้วเป็นฝ่ายโน้มคอคังอินลงมาจูบเสียเอง ตอนนี้ตอบไม่ได้เลยว่าใครอึ้งกว่ากันระหว่างตัวคนถูกจูบหรือคนที่เชียร์อยู่ข้างสนาม แต่รู้อย่างเดียวว่าถ้าคนที่ยังพอมีสติส่องกล้องดูดีๆอย่างแจจุงแล้วจะเห็นว่าที่มือของอีทึกที่นอกจากข้างหนึ่งจะรั้งคอคังอินไว้ส่วนอีกข้างนั่นชูสองนิ้วแล้วหันมาทางห้องพักของทงบังอย่างจงใจทีเดียว
...
แจจุงยิ้มแล้วส่ายหัวช้าๆ ...เฮอะ กว่าจะรู้เรื่องกันได้ ไม่เสียแรงที่อุตส่าห์เปลืองเงินมอมเหล้าเจ้าหมี หวังว่าคงชอบนะ ไอ้ของขวัญวันเกิดเนี่ย~
Fin~
* ‘คนนี้ของผม’ เขียนไปเขียนมาแล้วนึกถึงคำๆนี้ขึ้นมา ก็เอ มาจากไหนนะ อ้อ มาจากชื่อฟิคน้อง ayo นี่เอง 55 ขอยืมแป๊ปนะคะ :P
แถมยังชูสองนิ้วอีก
