2008/Apr/16

Title: Lose Control
Status: One shot [complete]
Fandom: Bigbang
Pairing: Tempo x Jiyong
Author: kiba kai
Rating: PG-13
Genre: Drama, Romance, Ficlet
Disclaimer: don’t own the boys, no money made
Warning: YAOI [BOY x BOY]

Author’s note: first TempG written in the same time with ‘Lose My Breath’ got the idea from ‘BB Documentary Ch2.’ ... serious route



Lose Control

By kiba kai

 

 

ควอนจียงหัวหน้าวงบิ๊กแบงยืนอยู่หน้าผนังกระจกเงาบานใหญ่ ... ภาพสะท้อนที่เห็นคือชายหนุ่มผอมบางในเสื้อกล้ามสีขาวตัวโคร่งที่แนบเนื้อเพราะเหงื่อและกางเกงวอร์มสีดำที่เกาะสะโพกอยู่หลวมๆ ... เรือนผมสีดำที่เปียกชื้นจากการซ้อมติดต่อกันเป็นเวลานาน ลมหายใจหอบหนักกลายเป็นไอถูกส่งผ่านจากเรียวปากแดงไปยังพื้นผิวเรียบของกระจก สายตาที่อ่อนล้าหากแต่ยังเด็ดเดี่ยวจ้องมองกลับมาที่เขา

ยังไม่แพ้ใช่ไหม... ยังหรอก ยังไม่จบแค่นี้

ฉันไม่ยอมแพ้นาย ซึงฮยอน

...

ห้องซ้อมในวันนี้ไม่มีเงาของใครคนอื่นให้เห็นเพราะเขาเลือกที่จะมาในวันหยุดเอง บางทีเขาก็ต้องการที่สงบๆบ้างแต่การอยู่ร่วมกันในอพาร์ทเมนต์กับเพื่อนร่วมวงอีกสี่ชีวิตนั้น การจะหาเวลาสำหรับตัวเองจริงๆนั้นมันยากขนาดไหน ยิ่งเมื่อได้มารู้ว่าคนอื่นๆคิดยังไงกับเขาแล้ว ให้ออกมาอยู่ข้างนอกเสียยังดีกว่า

ทำไมพี่เขาต้องว่าเราแรงขนาดนั้นด้วย ผมไม่ได้ตั้งใจนะ เสียงซึงริสั่นนิดๆตอนที่เขาเดินผ่านประตูห้องคอมที่แง้มไว้

ช่างแม่งเหอะ ยังไม่อยากเห็นหน้ามันตอนนี้ เดี๋ยวกูทนไม่ไหวต่อยมันไปจะมีเรื่องกันเปล่าๆ ยองแบ... แม้แต่แก

ขนาดเขาไม่ใช่คนคิดมากเรื่องความสัมพันธ์กับคนอื่นมากนักยังต้องยอมรับว่ามันทำให้เขากังวลใจไม่น้อย แต่การที่เขาเป็นคนเข้มงวดแบบนี้ ผลดีมันไม่ได้ตกอยู่กับทุกคนหรือไง... การแข่งขันของนักร้องหน้าใหม่ คิดว่ามันง่ายนักเหรอ เขาคิดว่าทำเพื่อวงที่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างนี้มาตลอดจนมาได้ยินคำพูดของคนที่เขานับถือที่สุด...

นายอย่าเที่ยวดูถูกคนอื่นให้มาก คิดว่าเก่งนักใช่ไหม

ก็แค่ฝึกมานาน ถ้าเพิ่งเข้ามาพร้อมๆคนอื่นเขา อยากจะรู้นักว่าจะมีน้ำยาแค่ไหน

ถ้านายยังทำตัวแย่ๆแบบนี้ฉันว่าตำแหน่งหัวหน้าวงของนายคงไปไม่รอดแล้วล่ะ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เสียงของท่านประธานฮยอนซอกจากอาทิตย์ก่อนยังก้องอยู่ในหู

แล้วคนที่จะมาเป็นหัวหน้าวงแทน... หึ ไอ้ซึงฮยอน

อย่าให้ขำดีกว่า คนที่เรื่องเต้นล้าหลังขนาดนั้นยังห่างชั้นกับการเป็นคู่แข่งเขานัก ยองแบยังเข้าท่ากว่าแต่เจ้านั่นไม่ใช่คนกล้าพูด แดซองกับซึงริยังอายุน้อย ...ด้วยความคิดแบบนี้ทำให้ยิ่งจียงรู้สึกว่ามีแต่เขาเท่านั้นที่ดีกว่าคนอื่น เก่งกว่าคนอื่น จนเขามาได้ยินท่านประธานที่ไม่เคยออกปากชมใครมาชมซึงฮยอนต่อหน้า ทั้งเรื่องการแรฟ และหน้าตาที่ขึ้นกล้องของมัน

ใครจะไปยอม... แม่งเอ๊ย

... เหนื่อย

... อยากจะพัก

... แรงจะหมด

นี่มันเที่ยงคืนแล้ว จะซ้อมให้ตายไปเลยใช่ไหม เสียงทุ้มที่ดังขึ้นจากหน้าประตูทำให้เจ้าของห้องสะดุ้ง ร่างของชเวซึงฮยอนในฮูดดี้สีสดตัวใหญ่กับกางเกงยีนส์สีดำคือแขกที่ไม่ได้รับเชิญ

ไสหัวไป นายไม่ต้องยุ่ง!” จียงตวาด แล้วยิ่งอารมณ์เสียเข้าไปอีกเมื่ออีกฝ่ายดูท่าจะไม่ได้สนใจเลยว่าเพิ่งโดนไล่ ตรงกันข้าม กลับเดินเข้ามาช่วยเขาเก็บของ นัยว่าบังคับให้กลับเสียที

ไม่ยุ่งได้ยังไง นายเป็น หัวหน้าวงของเรานะซึงฮยอนจงใจเน้นคำที่รู้ว่าจะทำให้จียงโมโหแล้วยิ้มมุมปาก กลับบ้านได้แล้ว

ฉันยังไม่กลับ นายหุบปากซะร่างเล็กเดินเข้าไปจะแย่งเสื้อคลุมจากมือ แต่เขาคิดผิด เพราะแค่มือข้างเดียวของซึงฮยอนที่ผลักอกเขาไปกระแทกผนังกระจกนั่น ...เขาก็สู้ไม่ได้แล้ว

นายนั่นแหละหุบปาก จียงซึงฮยอนที่เมื่อครู่ยังมีแววตาขี้เล่นกลับกลายเป็นแข็งกร้าวขี้นมา นายคิดว่าทำอะไรอยู่หา ออกมาโดยไม่บอกใครเลยตั้งแต่เช้ามืด โทรศ้พท์ก็ปิด ไปตายห่าอยู่ที่ไหนจะมีใครรู้บ้าง

จียงพยายามผลักมือใหญ่ออกจากตัว ตายซะก็ดีเลยไม่ใช่เหรอ จะได้ไม่ต้องอยู่ให้พวกนายด่ากันลับหลังแบบนี้ เขายังพยายามดิ้นออกจากกระจก

อ้อ ได้ยินด้วย... รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าที่ได้ชื่อว่าขึ้นกล้องที่สุดในบริษัทอีกครั้ง แต่ความรู้สึกมันไม่เหมือนเมื่อครู่ แล้วยังไง ...น้อยใจเหรอ

ซึงฮยอนไม่พูดเปล่ากลับยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนจียงต้องก้มหน้าลงต่ำ ปล่อยโว้ย ร้อน... อึดอัด ...น้อยใจ หึ ฝันไปเถอะ พวกนายไม่ได้สำคัญขนาดนั้น

ซึงฮยอนมองหน้าจึยงที่แดงและหอบเล็กน้อยเพราะออกกำลังแล้วยิ้มแปลกๆ มีอะไรไม่พอใจก็พูดออกมาสิ งอนเป็นเด็กผู้หญิงไปได้ เขาเลื่อนมืออีกข้างเข้าไปจับคางเล็กให้เชิดขึ้น

คราวนี้จียงปัดมือนั้นทิ้งอย่างแรงแล้วทำท่าจะต่อย แต่อีกฝ่ายไวกว่าจึงถอยออกมาก่อนที่กำปั้นเบาๆนั้นจะกระทบถูกหน้า จึยงขัดใจที่ระบายอารมณ์ไม่ได้แต่เมื่อเห็นว่าถูกปล่อยแล้วจึงจะรีบหนี

ซึงฮยอนส่ายหัวน้อยๆคล้ายจะเยาะเย้ยแล้วกระชากร่างอ่อนแรงนั้นเข้ามาในวงแขน จะไปไหนล่ะจึยง ไหนว่ายังไม่อยากกลับไง ...ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนเขากระซิบข้างหูอย่างแผ่วเบาจากด้านหลัง

อะ ไอ้เวร เห็นเป็นตัวอะไรวะถึงได้ทำแบบนี้ เฮ้ย! ปล่อย เกลียดแม่งชะมัด คนอย่างแกมีแต่คนรักคนชื่นชม จะเอาอะไรอีกวะ ตำแหน่งหัวหน้าวงหรือไง ใครจะไปยอมให้ง่ายๆ

ไม่ปล่อย! นายหัดทำตัวดีๆหน่อย ไม่ได้อยู่คนเดียวแล้ว คิดถึงใจคนอื่นซะบ้างซึงฮยอนเสียงดังแต่ก็อ่อนลงเมื่อพูดประโยคถัดมา ...คนที่เขาเป็นห่วง

พูดอะไรของแม่งวะ... อยากเป็นหัวหน้าจนตัวสั่นไม่ต้องมาทำเป็นเสแสร้งหรอก คนอย่างงั้นมีอยู่ที่ไหนล่ะ

ได้ยินแบบนั้นเข้าซึงฮยอนก็พูดไม่ออก วันนี้คงยังพูดกันไม่รู้เริ่องแน่ๆ ...ถ้านายยังคิดแบบนั้น เขาถอนหายใจพร้อมทั้งปล่อยมือที่กอดไว้แล้วเดินออกไปจากห้อง

...

คนอะไร พยศเป็นที่หนึ่ง นี่มันไม่ได้ฉุกคิดเลยเหรอวะว่าไอ้เรื่องเปลี่ยนตัวหัวหน้านั่นมันโกหกทั้งเพ ทั้งเขาทั้งน้องๆทั้งครูฝึกและท่านประธานรู้จักข้อเสียของจียงดี ไอ้ความจองหองและมั่นใจสุดโต่งนั่น ทั้งการวิจารณ์ต่อว่าน้องแรงๆโดยเฉพาะที่โดนมากคือซึงริ ถ้าไม่รีบแก้จะไม่ทันการณ์ วันเดบิวก็ใกล้เข้ามาแล้ว

เพราะฉะนั้นจึงแค่อยากให้จียงหยุดคิดบ้าง ว่าแค่ไอ้ความสามารถนั้นแค่อย่างเดียวมันทำอะไรไม่ได้ เขาและท่านประธานจึงได้ลองแกล้งพูดเรื่องการเปลี่ยนตัวหัวหน้าวงดู แต่ไม่คิดว่าจะกลับทำให้จียงคิดว่าตัวเองยังมีความสามารถไม่พอจนต้องมาซ้อมหามรุ่งหามค่ำแบบนี้

คนอะไรเข้าใจยากชะมัด แล้วที่สำคัญ... มันทำให้เขาถูกจียงเหม็นขี้หน้าไปด้วย

ตั้งแต่วันที่ท่านประธานเอ่ยปากว่าอีกสองอาทิตย์ก่อนเดบิวจะมาตัดสินอีกครั้งว่าใครจะเป็นหัวหน้าวง จนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาอาทิตย์นึงแล้ว จียงไม่ยอมพูดเรื่องนี้กับใครเลย ยิ่งหน้าเขายิ่งไม่ยอมมอง เอาแต่ซ้อมจนดึกอยู่คนเดียว ทั้งที่วันนี้เป็นวันพักแทนที่จะได่นั่งคุยกัน ไอ้ตัวดีอยู่ๆก็หายไปจากบ้าน

แต่ถึงจะอ่อนใจขนาดไหนซึงฮยอนก็นั่งรออยู่ที่พื้นข้างประตูห้องนั่นแหละ จะกลับแล้ว?” เขาทักเมื่อประตูห้องถูกเปิดออกอีกครั้ง

จียงที่นึกว่าศัตรูคู่แค้นกลับไปแล้วยักไหล่ราวกับไม่สนใจแล้วออกเดินไปทางลิฟท์

ยังไม่ได้กินข้าวใช่ไหม ที่บ้านไม่มีอะไรแล้ว แวะกินก่อนแล้วกัน” …ทำเป็นไม่ได้ยินอีก เขากำลังจะอ้าปากถามต่อแต่ก็ถูกขัดขึ้นเสียก่อน

“ฉันจะไปคนเดียว นายไปด้วยแล้วกินไม่ลง” จียงพูดทิ้งไว้ก่อนจะก้าวออกไปจากลิฟท์

...


แม้สีหน้าของซึงฮยอนไม่แสดงอารมณ์ใดแต่การที่ขาของเขาจะไม่ได้ก้าวตามออกมาทันทีย่อมแสดงถึงอะไรบางอย่าง ...

จียงรู้ดีว่าแม้จะพูดอย่างนั้นแต่อีกฝ่ายก็ต้องตามมาอยู่แล้วเพราะมันเป็นเช่นนั้นมาตลอด แต่เขาก็ยังเลือกเดินเข้าไปนั่งที่เคาน์เตอร์ด้านในสุดเพื่อหันหลังหลบมุมคนเดียว เขาลอบมองไปยังกระจกด้านหลังพ่อครัวที่ยืนปรุงอาหารอยู่เบื้องหน้าเพื่อให้แน่ใจว่าซึงฮยอนตามมา ... ภาพในหัวที่เขาเห็นเป็นเช่นนั้นแต่มันก็หาได้ตรงกับความจริงเสมอไปไม่

ไปแล้วเหรอ

...ก็ดีนี่

จียงก้มหน้ากินอาหารโดยไม่รับรู้รสชาติใดก่อนจะกลับออกมาอย่างรวดเร็ว สายตาของเขามองปราดไปทั่วบริเวณหน้าร้าน จนมาสะดุดอยู่ที่ราวเหล็กกั้นถนนด้านหนึ่งที่ชายในเสื้อสีแดงคนเดิมยืนพิงอยู่... ชายที่ยืนกอดอกคนนั้นไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่มองตรงมาที่เขา

จะบอกว่ารออยู่หรือไง ไล่ไปแล้วแท้ๆ ... แม้จะคิดอย่างนั้นแต่ภายในอกที่รู้สึกโล่งขึ้นมาทำเอาเขาแปลกใจ

ไม่มีอะไรสักหน่อย

เขาเมินหน้าหนีแล้วเดินตามทางกลับอพาร์ทเมนต์ต่อไป

จังหวะการเดินของคนสองคนในยามค่ำคืนนั้นได้ยินชัดไม่ว่าต้องการจะรับรู้หรือไม่ ถึงจะเป็นกลางเมืองแต่ดึกดื่นป่านนี้แล้วถนนหนทางที่เคยมีชีวิตชีวาตอนกลางวันกลับวังเวงไปหมด

เงียบจนน่าอึดอัด ยิ่งเมื่อรู้ว่าคนอีกคนอาจจะกำลังมองแผ่นหลังของเขาอยู่ ... จียงไม่ได้กลัวเพียงแต่มันน่ารำคาญ โดยเฉพาะสายตาที่บางครั้งยากที่จะอ่านออกนั่น เมื่อถึงหน้าประตูเขาล้วงประเป๋าเงินเพื่อหยิบคีย์การ์ดแต่โชคร้ายที่เขาหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ

“ของนายน่ะอยู่นี่” เสียงทุ้มดังขึ้นข้างหูเมื่อเจ้าของเสียงเอื้อมผ่านตัวเขาไปเปิดประตูให้ ร่างใหญ่ที่ซ้อนตัวเขาอยู่จนเกือบชิดเปิดประตูอย่างใจเย็นราวกับจะแกล้ง

จียงหันหน้าหลบไปอีกทางเมื่อรู้สึกถึงลมหายใจร้อนกระทบแก้ม มืออีกข้างของคนข้างหลังที่ว่างอยู่แตะหลวมๆที่เอวบาง... เขาจะกระเถิบหนีก็ไม่ได้ในเมื่อทางเดินมันแคบออกอย่างนี้

“อือ เปิดไม่ออกแฮะ” และนั่นทำให้ซึงฮยอนต้องเบียดเข้ามาใกล้อีกเพราะเขามองช่องเสียบการ์ดไม่ถนัด แล้วจากมือที่แตะอยู่นั้นกลายเป็นรัดจนแน่นเข้า

จียงที่ต้องเอาตัวแนบกับประตูนับหนึ่งถึงสามในใจแล้วใช้ศอกดันคนข้างหลังอย่างแรง “ฉันทำเองก็ได้!” ไม่อยากเข้าใกล้ซึงฮยอนมากไปกว่านี้ แค่นี้ก็เกินไปแล้ว เขาแย่งกุญแจมาเปิดซึ่งมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย

หลังจากจียงหายเข้าไปในห้องน้ำแล้ว ซึงฮยอนที่ยืนยิ้มนิดๆอยู่หน้าประตูก็ตามเข้าไปบ้าง

...

วันต่อมา ในขณะที่สมาชิกสี่คนกำลังกินอาหารเช้าที่ป้าแม่บ้านตั้งใจทำเป็นพิเศษเพราะเธอเพิ่งรู้ว่าตอนนี้พวกเขาไม่ค่อยแข็งแรงเนื่องจากซ้อมหนักและพักผ่อนน้อย โดยเฉพาะจียงที่เธอห่วงกว่าคนอื่น จากเด็กหนุ่มรูปร่างเล็กอยู่แล้วแต่ตอนนี้แค่กะด้วยตาก็ดูออกง่ายๆเลยว่าเขาผอมลง และเมื่อเขาออกจากห้องนอนเป็นคนสุดท้าย เธอจึงทักเสียงใส “สวัสดีจ๊ะ จียง วันนี้ทานมากๆนะ”

เด็กหนุ่มคนที่ว่าเพียงแค่พยักหน้ารับก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะอย่างไร้อารมณ์ น้องคนอื่นๆมองหน้ากันแต่ไม่มีเสียงทักทายใดๆทั้งสิ้น... จียงคีบเนื้อเข้าปากแล้วเคี้ยวอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมาคำเดียว “...รสชาติประหลาด”

ทั้งโต๊ะเงียบกริบ ...เพราะจริงๆรสชาติอาหารก็ปรกติ ออกจะอร่อยด้วยซ้ำ แต่ถึงแม้มันจะเป็นอย่างที่ว่าจริงๆแม้กระทั่งน้องเล็กอย่างซึงริยังรู้สึกเลยว่าไม่ควรพูด

ซึงฮยอนที่กะไว้อยู่แล้วว่าวันนี้ก็ยังจะต้องมีเรื่องให้ปวดหัวแต่ไม่ทันตั้งตัวว่าจะเริ่มแต่เช้าแบบนี้ “มันอร่อยกว่าปรกติก็ต้องประหลาดแน่ล่ะ” เขาหัวเราะในลำคอแล้วส่งยิ้มให้แม่บ้านที่ค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย

...แม้จะกระอักกระอ่วนแต่หลังจากนั้นพวกเขาทุกคนเข้าบริษัทพร้อมกัน โดยโปรแกรมในวันนี้เน้นที่การเต้น... ตั้งแต่เมื่อไหรกันนะที่การซ้อมเต้นกลายเป็นสิ่งที่คนในวงเริ่มจะขยาด โดยเฉพาะการเต้นพร้อมกัน คนที่ควรหนักใจที่สุดน่าจะเป็นซึงฮยอนคนพี่ที่ทักษะการเต้นของเขาเป็นรองคนอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด แต่เขากลับมีสีหน้าสบายๆและดูผ่อนคลายกว่าคนอื่นๆด้วยซ้ำ

ทุกคนต่างซ้อมเต้นอย่างตั้งใจ เพลงที่เตรียมไว้สำหรับโชว์ครั้งนี้จะผิดพลาดไม่ได้เพราะมันเทียบได้กับการสร้างประทับใจครั้งแรกแก่ผู้คนทั่วไป เป็นใบเบิกทางสำหรับอนาคตในวันข้างหน้า หลังจากที่พวกเขาซ้อมวนไปวนมาหลายรอบแล้ว เมื่อเจอจุดที่ผิดจียงจะชี้ทันทีและขอให้รอบต่อไปแก้ไขเสีย แต่หากรอบต่อไปยังคงผิดที่เดิมอยู่...

...ซึ่งก็เกิดขึ้นจนได้

“ซึงฮยอน เมื่อกี๊ฉันบอกว่าอะไร” จียงเสยผมที่ชื้นเหงือขึ้นไม่ให้ปรกหน้าผาก

“บอกว่าจังหวะนี้ให้กระแทกตัวสองครั้ง” เขาตอบนิ่งๆ ออกจะอมยิ้มอีกต่างหาก

หัวหน้าวงชักเริ่มโมโห เพราะท่าทางของคนโดนตำหนินี่ไม่ได้รู้สึกผิดบ้างเลย “แล้วนายทำกี่ครั้ง”

“ก็เห็นแล้วนี่ว่าครั้งเดียว”

“งั้นทำไมไม่แก้! นายจะให้ฉันทำยังไงหา”

ซึงฮยอนที่ก่อนหน้านี้มองไปรอบๆก็รู้แล้วว่าทุกคนเหนื่อยขนาดไหน แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากขอพัก โดยเฉพาะตัวจียงเอง ที่แม้เสต็ปการเต้นยังไม่ผิดแต่การหายใจก็เริ่มขัดๆแล้ว ทั้งเหงื่อขนาดนั้นและใบหน้าที่แดงจนเห็นได้ชัด จียงเข้มงวดกับคนอื่นพอๆกับที่เข้มงวดกับตัวเอง แต่มันไม่ใช่ทุกคนที่จะฝืนทำได้เท่าเขา ...บางครั้งสิ่งที่เราทุกคนต้องการมันไม่ใช่ความถูกต้องแม่นยำของท่าเต้นเสมอไป “ฉันเจ็บข้อเท้า เคล็ดตั้งแต่รอบเมื่อกี๊แล้ว” ซึงฮยอนยักไหล่พูดสบายๆทั้งๆที่ถ้าปล่อยเรื้อรังให้อักเสบมันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่

จียงสะอึก “...แล้วทำไมไม่บอก”

“ก็ไม่เห็นถาม ฉันคิดว่านายไม่สนใจเลยไม่ได้บอก” ซึงฮยอนค่อยๆเดินลากขาข้างหนึ่งไปหย่อนตัวนั่งลงที่โซฟามุมห้อง

หัวหน้าวงรู้ดีว่านั่นย่อมเป็นสัญญานให้หยุด “พักครึ่งชั่วโมง” เขาพูดเบาๆ ในใจหวังว่าให้ใครสักคนมาช่วยเจ้าคนตัวใหญ่นี่หน่อย ...แต่ผิดคาด ทั้งหมดค่อยๆทยอยกันเดินออกไปจากห้อง บางคนถึงกับทรุดลงนอนกับพื้น

เป็นหน้าที่หัวหน้าวงหรือเปล่า? เขาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันไปมองเจ้าตัวดีที่นั่งทำหน้านิ่วแล้วพยายามถอดรองเท้าออก เขาหันไปหาคนอื่นๆเป็นเชิงสั่งแต่ไม่มีใครกล้าสบตาเขา เป็นเหตุให้คนอื่นๆหนีกันไปหมด จียงถอนหายใจก่อนเดินไปหยิบยานวดมาจากตู้

ข้อเท้าก็ดูปรกตินี่ เขายกเท้าของซึงฮยอนที่คิดว่าน่าจะเป็นข้างที่เจ็บมาพาดบนตัก

“เบาหน่อยสิ” แม้จะติงแต่สีหน้าของซึงฮยอนก็ระบายไปด้วยรอยยิ้มขี้เล่นอีกครั้ง

...ทำไมชอบทำหน้าแบบนี้ทุกครั้งที่ไม่มีคนอื่นอยู่วะ แล้วไอ้ข้อเท้านี่มันดูผิดปรกติตรงไหน ไม่บวมไม่แดงอะไรทั้งนั้น จียงกัดปาก สงสัยว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะป่วนอะไรหรือเปล่า วันที่ท่านประธานบอกไว้ว่าอาจต้องเปลี่ยนหัวหน้าวงก็ใกล้เข้ามาทุกที หรือว่ามันจะใช้วิธีโง่ๆแบบนี้ทำให้เขาดูกลายเป็นคนเอาแต่ใจดึงดันจะซ้อมทั้งๆที่คนในวงบาดเจ็บ ... เขากำลังคิดถึงแผนชั่วของคู่แข่งคนนี้เพลินๆพลางนวดไปเรื่อยจนเพิ่งมารู้สึกตัวเมื่อใบหน้าของซึงฮยอนอยู่ห่างจากเขาเพียงหนึ่งระยะลมหายใจเท่านั้น

“...ปากนายเลือดออกเหรอ” เสียงทุ้มใหญ่นั่นกระซิบก่อนริมฝีปากคู่นั้นจะเผยอออกเล็กน้อย เปิดทางให้ลิ้นสีชมพูเข้มได้สัมผัสกับเรียวปากแดงสดอย่างแผ่วเบา

...หนึ่งครั้ง

...สองครั้ง

...กว่าจะรู้สึกตัวว่าเกิดอะไรขึ้น จียงผลักอกซึงฮยอนแล้วรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก สายตาดุส่งคำถามออกมามากมาย

แต่ข้อเดียวที่อีกฝ่ายเลือกจะอธิบายก็คือ... “อ้าว ไม่ใช่นี่ ฉันเห็นมันแดงมาก ก็เลย...”

จียงแทบจะเข้าไปต่อยแต่ซึงฮยอนกลับลุกขึ้นมาคว้าข้อมือเขาโดยทิ้งน้ำหนักลงเท้าข้างที่คิดว่าเจ็บหน้าตาเฉย สายตาคมบนใบหน้าหล่อเหลาระบายด้วยยิ้มมุมปากที่จียงเคยเห็นมาหลายครั้งแล้วแค่ทำไมคราวนี้มันดูร้ายกาจนัก ...สายตาที่จ้องเข้าไปจนลึกราวกับว่ากำลังอ่านใจเขา จียงสั่นจนต้องหลบหน้าหนี

“ทำไม กลัวอะไร” ...สายตาคมเข้มยังคงอ้อยอิ่งอยู่ที่เรียวปากบาง “...คิดว่าฉันจะทำอะไรนาย จียง”

ข้อมือเล็กที่ยังถูกเกาะกุมสะบัดออกอย่างแรง จียงทิ้งไว้เพียงคำว่า “ฉันเกลียดนาย” ก่อนจะเดินจากไป

ซึงฮยอนหัวเราะแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างอารมณ์ดี “รู้อยู่แล้วน่า...”

...

หลังจากที่ทุกคนกลับจากพักแล้วก็เห็นพี่ใหญ่ของวงลุกขึ้นเดินปรกติ แม้จะสงสัยแต่ส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครถาม มีเพียงยองเบที่ขยิบตาให้เท่านั้น จนกระทั่งซึงริเดินเข้ามาก้มๆเงยๆมองข้อเท้า “พี่ซึงฮยอนไม่เจ็บแล้วเหรอ”

“ไม่หรอกน่า ถ้าเจ็บจริงๆพี่จะให้เราทายาให้นะ” ซึงฮยอนยิ้มให้น้องเล็กแล้วลูบหัวอย่างอ่อนโยน

ไม่ใช่ว่าจียงจะไม่รู้เรื่อง ตัวเขาที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาเห็นเต็มสองตาได้ยินทั้งสองหู ...อ้อ มีคนอยากให้ทายาแล้วนี่ แสดงว่าเมื่อครู่ไม่ว่าจะเจ็บจริงหรือว่าแกล้งเขาก็จุ้นจ้านไปเองใช่ไหม แถมยังหาเรื่องใส่ตัว...

...แล้วเมื่อครู่ที่แตะต้องเขาอย่างนั้นมันอะไรกัน

สายตาแบบนั้นนายจะใช้เมื่อไหร่ก็ได้งั้นสินะ

“จะเริ่มกันได้หรือยัง” จียงถามเสียงเรียบ แต่มองไปในทิศทางที่เหมือนจะจงใจถามซึงฮยอนทั้งคนพี่และคนน้อง

ระหว่างการซ้อมเต้นนั้น แทนที่สายตาจียงจะมองตรงไปยังบานกระจกใหญ่เพื่อมองภาพรวมทั้งกลุ่มเหมือนอย่างเคย แต่เขาเพิ่งสังเกตว่าพี่ใหญ่และน้องเล็กของวงนั้นกำลังแอบส่งสายตาให้กันในกระจก

...ทำไมอีก ยังคุยกันไม่เสร็จหรือไง

หึ... ดูๆไปก็รักกันดีนี่ ดูเป็นห่วงเป็นใยเอ็นดูกันดี... ไม่ใช่แค่ซึงริเท่านั้นหรอกนะ แต่ยองแบกับแดซองก็ด้วย พวกนั้นคงจะชอบซึงฮยอนมากกว่าเขา... อยากจะได้มาเป็นหัวหน้าไหมล่ะ

มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดกันหรอก

จียงหยุดเต้นในทันทีที่เห็นจุดบกพร่อง “ซึงริ นายผิดนะ! ตรงนี้เต้นผ่านไปแล้วไม่ใช่เหรอ มัวแต่คิดอะไรอยู่” อยากจะกลับไปคุยกันขนาดไหน รอตอนเย็นไม่ได้เชียวเหรอ “ถ้าไม่ตั้งใจก็กลับไปเลยไป!”

คราวนี้ซึงริได้แต่ยืนนิ่ง เขายอมรับว่าก้าวผิด แต่มันแค่นิดเดียวเท่านั้น... ทำไมพี่จียงต้องจับผิดเขาด้วย

ฝ่ายจียงที่เมื่อตวาดออกไปแล้วก็เพิ่งรู้สึกเหมือนกันเมื่อเห็นหน้าซึงริที่เริ่มแดงเหมือนจะร้องไห้ ...เกินไปอย่างนั้นเหรอ ก็แล้วยังไงล่ะ จะให้ทำยังไง จะผิดนิดผิดหน่อยมันก็คือผิด ถ้าปล่อยไปแล้วเมื่อไหร่จะจบสักที จียงถอดหมวกคลุมผมเขวี้ยงใส่กระจกก่อนจะคว้ากระเป๋าเสื้อตัวเองเดินออกไป

ภาพสะท้อนสุดท้ายที่เขาเห็นก่อนประตูจะปิดลงคือภาพของซึงฮยอนที่เดินเข้าไปกอดน้อง

รักกันเข้าไป... มีฉันคนเดียวที่พวกนายเกลียดใช่ไหม

...จียงไม่เคยรู้สึกท้อเท่านี้มาก่อน แต่แทนที่จะปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเขากลับเดินกำหมัดแน่นไปตลอดทางกลับบ้าน ไม่ใช่ว่าเขาไม่เจ็บปวดแต่เขาจะไม่ยอมให้ท่านประธานที่ ‘เคย’ หวังในตัวเขาไว้มากต้องมาหนักใจกับพวกเขาอีก ทางเดียวที่จะทำได้ก็คือซ้อมเข้าไปให้หนัก ซ้อมให้จำจนขึ้นใจ

เขาต้องทุ่มเทให้มากกว่านี้ ต้องเก่งกว่านี้


...

“ทนไม่ไหวแล้วเหรอ จียง” ซึงฮยอนทักเมื่อที่สุดท้ายในบ้านที่เขาเจอหัวหน้าวงคือนอกระเบียง อากาศหนาวขนาดนี้แล้วยังกล้าใส่เสื้อบางๆแค่สองชั้น ทำไมถึงไม่ดูแลตัวเองบ้างวะ

จียงไม่หันหลังมาคุยด้วยซ้ำ ตาเขาทอดมองไปยังวิวตึกรามบ้านช่องยามค่ำคืนที่ไม่มีอะไรน่าพิศมัยแม้แต่น้อย “ฉันยังไม่ยอมหรอก”

... ยังจะคิดเรื่องตำแหน่งหัวหน้าอยู่อีก ซึงฮยอนส่ายหัวก่อนจะมองไปยังที่เขี่ยบุหรี่ที่อัดแน่นไปด้วยก้นกรองแบบเดียวกันจนเกือบล้น

“ถ้าป็นนายจะทำยังไง เรื่องซึงริวันนี้... ถ้าสมมุติว่านายเป็นหัวหน้าวงนายจะทำอะไร” จียงถามขึ้น

“ฉัน...”

“เข้าไปกอดมันแล้วพูดว่า ‘เอาใหม่อีกรอบนะ’ อย่างงั้นเหรอ” ร่างบางหันมาขยี้ก้นบุหรี่ลงกับโต๊ะ “...บ้องตื้นชะมัด ที่นายทำมันก็แค่ให้เขารู้สึกดีขึ้น มันไม่ได้ช่วยให้เขาเก่งขึ้นเลย”

ซึงฮยอนเข้าใจความคิดของจียงดี แต่ในความเห็นเขามันไม่ใช่แบบนั้น “แล้วการที่เขาเก่งขึ้นแต่ต้องสูญเสียความมั่นใจเพราะนายพูดจาบั่นทอนอยู่ทุกวันๆแบบนี้มันดีหรือไง”

จียงแทบไม่ได้ฟังเสียงที่ท้วงติงนั้นเลย “...ถ้านายคิดว่าทำได้ดีก็เอาสิ ใครๆก็ดูออกว่าระหว่างนายกับฉันใครจะเหมาะสมกับตำแหน่งหัวหน้ามากกว่ากัน ถ้าคิดว่าทำให้คนอื่นรักนายชอบนายเท่านั้นพอแล้วก็ทำต่อไป” เขาเดินผ่านซึงฮยอนก่อนจะมองเขาหัวจรดเท้า “ฉันล่ะอยากรู้จริงๆว่านายทำยังไงให้ท่านประธานชอบนายขนาดนั้นได้”

ซึงฮยอนกัดกรามแน่น

ยังได้ ยังทนได้...

...แต่อย่าให้มันมากนักได้ไหม แม้จะทนได้เพราะเป็นนายแต่ไม่เห็นต้องพูดจาแบบนี้ตลอดเวลาเลยนี่


...

...


จนกระทั่งสองสามวันต่อมาซึ่งก็เกือบยี่สิบวันก่อนเดบิว บรรยากาศระหว่างสมาชิกในวงก็ยังไม่ดีขึ้น ซึงริกับแดซองยังคงโดนดุ ยองแบได้แต่ถอนหายใจ และซึงฮยอนยังคงนิ่งเงียบ ...ส่วนจียง วันนี้เขายิ่งจี้เรื่องจังหวะการร้องร่วมกันมากกว่าวันไหนๆ เพราะถ้าแค่อัดเสียง ซาวน์ดมิกเซอร์สามารถทำให้มันประสานกันได้อยู่แล้ว แต่การร้องสดมันไม่มีใครช่วย แล้วการไปขายขี้หน้าบนเวทีเดบิวคงเป็นเรื่องที่เขายอมไม่ได้

ถ้าถามว่าทำไมสองคนนั้นยังทำได้ไม่ดี ก็เพราะมัวแต่กังวลเรื่องว่าจะโดนจียงด่าตอนไหนจนเกร็งไปหมด

“พวกนายอยากจะเดบิวกันวันไหน” จียงเชิดคางถาม “ฉันถามไม่ได้ยินเหรอ ว่ายังไง” เขาเดินเข้าผลักอกซึงริ ถึงแม้มันจะเบาแค่ไหนแต่ผลักมันก็คือผลัก “อยากขึ้นในเดือนนี้อยากจะรอไปอีกสามปี หา!”

ยองแบหน้าเสีย เขาพยายามเข้าไปแยกแต่ก็ไม่วายโดนหางเลข จียงหันมาขึ้นเสียงใส่แม้แต่เขา “โอ๋กันเข้าไป ถ้านายอยากรอก็เชิญ แต่ฉันไม่รอแล้ว...!”

แต่ก่อนที่จียงจะได้พูดอะไรต่อ ซึ่งไม่ต้องบอกก็น่าจะเดาได้ ถ้าปล่อยให้จียงพูดว่าจะมาถอดใจเอาตอนนี้ไม่เพียงแค่คนในวงเท่านั้นที่จะเดือดร้อน ทั้งครูฝึกตั้งไม่รู้กี่คนรวมทั้งบรรดาผู้ที่สนับสนุนพวกเขาตลอดมาจะรู้สึกยังไง จะผิดหวังแค่ไหน เพียงเพราะคำพูดพล่อยๆที่เอ่ยขึ้นมาด้วยอารมณ์ ซึงฮยอนที่ตอนนี้ไม่คิดจะทนอีกต่อไปผลักยองแบให้พ้นทางแล้วตรงเข้าไปกระชากร่างเล็กจนปลิวเข้ามาหา เขาใช้มือปิดปากหาเรื่องนั่นเสีย ด้วยมือใหญ่เพียงข้างเดียวเขาบีบแก้มและคางของจียงไว้ ...ชเวซึงฮยอนกำลังโมโห

...มาก

“เป็นบ้าอะไรขึ้นมา! ไม่ว่านายคิดจะพูดอะไรแต่นายต้องหยุดเดี๋ยวนี้!”

จียงดิ้นรนแกะมือออก ขณะนี้เขาก็โมโหไม่ต่างกัน ถูกลองดีตอนอารมณ์ขึ้นแบบนี้ก็ไม่ต่างกับเอาน้ำมันไปราดบนกองไฟ เมื่อสู้แรงไม่ได้จึงพยายามจะถีบคนตรงหน้าออก มือไม้เหวี่ยงเปะปะจนไปตบหน้าซึงฮยอน

คนอื่นในห้องที่ตอนนี้ตกใจจะทำอะไรไม่ถูก มีแต่ยองแบและแดซองที่พยายามเข้าไปห้ามแต่ก็ถูกพี่ใหญ่ของวงผลักออกมา “พวกนายออกไปให้หมด ฉันมีเรื่องต้องคุยกับไอ้เวรนี่หน่อยแล้ว!”

จียงที่ตอนนี้ทั้งจิกทั้งต่อยทุกส่วนที่ยื่นมือถึงถูกเหวี่ยงขึ้นไปบนโซฟา “แก!”

“หุบปากซะจียง! นายเกือบพูดอะไรออกมารู้ตัวบ้างไหม!” คอเสื้อถูกกระชากให้ลุกขึ้นนั่ง

“ก็มันน่าไหมล่ะ..!”

ซึงฮยอนผลักอกจียงออก “ถ้านายพูดมันออกมาก็เท่ากับนายดูถูกทุกอย่างที่เราทำว่ามันไม่มีความหมาย โดยเฉพาะซึงริ เขาไม่ได้ทนเสียใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อมาเลิกกลางคันแบบนี้”

ซึงริ... ซึงริ อะไรก็ซึงริ แตะต้องไม่ได้เลยใช่ไหม ...แล้วฉันล่ะ... ฉันไม่มีสิทธิเสียใจเลยงั้นสิ

เขาเสียใจเรื่องอะไรกัน ก่อนหน้านี้ก็ไม่เข้าใจหรอก รู้เพียงแต่ว่ามีคนที่เกลียดมากเพราะกำลังจะมาแย่งจุดยืนที่เขาสู้ฝ่าฟันมา เกลียด... เพราะทำอะไรตรงกันข้ามกับเขาไปเสียทุกอย่าง เกลียดที่เข้ากับคนอื่นได้มากกว่า เกลียดที่ยิ้มกับคนอื่นๆอยู่เสมอ...?

...เหรอ

...

งั้นตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว เขาไม่ได้เกลียดที่คนอื่นเห็นว่าซึงฮยอนดีกว่า... จะไอ้เด็กพวกนี้หรือท่านประธานก็ช่าง แต่ที่เขาไม่ชอบใจคือซึงฮยอนนั่นแหละที่ทำอะไรไม่เห็นหัวเขาเลย ไม่เคยเข้าข้างกันแม้แต่ครั้งเดียว ทุกครั้งที่เขาดุใครคนๆนั้นจะถูกซึงฮยอนเอาใจเสมอ ...เหมือนไม่มีเขาอยู่ในสายตา

... “ฉันอยากจะรู้นักว่านายหมายความอย่างที่พูดหรือเปล่า”

จะหมายความว่าอย่างนั้นได้ยังไง...

“หรือว่าใช่ ทำไมไม่ตอบล่ะ... ฉันจะไม่สนใจแล้วนะ” ซึงฮยอนชักหมดความอดทนในเมื่ออีกฝ่ายนิ่งงันราวตุ๊กตา ...ไม่มีค่าพอจะคุยด้วยหรือไง “...ถ้านายคิดว่าทำตัวแบบนี้ เที่ยวพูดจาทำร้ายความรู้สึกคนอื่นไปทั่วมันดีนักก็เอาเลย ฉันไม่สนใจด้วยซ้ำว่าวงเราจะมีหัวหน้าไหม เกลียดขี้หน้าฉันมากนักจะให้ฉันออกก็ได้! จะเอางั้นใช่ไหม นายจะได้พอใจ!”

... อะไรล่ะ จะออกเหรอ จะไปไหน

ซึงฮยอน ออกจากวง...?

ไม่มีใครเข้าใจเหรอว่าที่เขาทำทั้งหมดนั่นเพื่ออะไร ใจร้ายเขี้ยวเข็ญสารพัดเพื่อให้พวกเราทุกคนได้อยู่ด้วยกันได้ จะเดินไปข้างหน้าพร้อมๆกันได้... มีแต่เขาคนเดียวที่คิดแบบนั้นเหรอ

...

... ครั้งสุดท้ายที่ควอนจียงเคยร้องไห้ต่อหน้าคนอื่นมันคือเมื่อไหร่กันนะ แต่มันคงนานมาแล้ว นานมากจนเขาเองก็จำไม่ได้ …

แต่ด้วยหยดน้ำเพียงหยดเดียวจากปลายหางตาเรียวที่ค่อยๆไหลผ่านแก้มนั่น... ทำให้ซึงฮยอนรู้สึกเจ็บยิ่งกว่าถูกต่อยเสียอีก เขาไม่คิดเลยว่าจียงจะร้องไห้ออกมาแบบนี้ เคยคิดด้วยซ้ำว่าจียงอาจจะไม่มีน้ำตา แต่มันไม่ใช่เลยนี่ งั้นสิ่งที่เขาพูดมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เสียใจเหรอ... ซึงฮยอนเช็ดน้ำตาพลางประคองหน้าอีกฝ่ายขึ้น... ดวงตาคู่นั้นที่มักมีอะไรบางอย่างขวางอยู่เสมอแต่ทำไมในวันนี้ทั้งๆที่มีม่านน้ำตาบางๆมากั้นไว้กลับทำให้ซึงฮยอนเห็นอะไรๆได้ชัดนัก

“ไม่อยากให้ฉันออกใช่ไหม ...บางครั้งฉันก็พูดอะไรไม่คิดเหมือนกัน” นั่นคือสิ่งที่เขารู้ แต่มีอีกอย่างที่เขาอยากจะเดา... ใบหน้าหล่อเหลาถูกแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง แม้จะไม่มั่นใจ แม้จะประหม่า แต่ซึงฮยอนก็ค่อยๆรวบตัวจียงเข้ามากอด มือใหญ่ค่อยๆลูบหัวจียงช้าๆ ช้าจนออกจะงุ่มง่ามเล็กน้อย

...นี่คงเป็นครั้งแรกเลยตั้งแต่รู้จักกันมาที่ซึงฮยอนตั้งใจปลอบเขา จียงเห็นซึงฮยอนปลอบคนมากมายแต่ในจำนวนคนพวกนั้นไม่เคยมีเขา...เป็นอะไรไปวะ แค่อยากให้เขาทำแบบนี้บ้างงั้นเหรอ ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ว่าใจเรานั้นหวั่นไหวง่ายเป็นเด็กๆ... แค่คิดว่าเขาจะไม่สนใจเรา ไม่มองเรา ไม่คอยเดินตาม ไม่คอยทนกับอารมณ์ร้อนของเราอีก แค่นั้นก็แย่พอแล้ว ...

“จียง... ฉันไม่ได้ทำแบบนี้กับซึงรินะ” เสียงทุ้มกระซิบข้างหู “ฉันกอดเขาแบบนี้ แต่มันไม่เหมือนกัน นายเข้าใจหรือเปล่า”

หน้าที่ซบลงกับไหล่นั้นส่ายเล็กน้อย

...หึ ไม่เข้าใจเหรอ ไม่เข้าใจก็เอาไว้ก่อนก็ได้

ซึงฮยอนยิ้มแล้วเริ่มอธิบายเรื่องของเขากับท่านประธานอย่างละเอียด ทั้งเรื่องที่กุขึ้นมาว่าจะเปลี่ยนตัวหัวหน้าอะไรนั่นด้วย ทั้งหมดก็เพื่อตัวจียงเอง แล้วเขายังบอกอีกว่าให้เลิกคิดสักทีว่ายังพยายามไม่พอ “...งั้นตอนนี้นายรู้หรือยังว่าควรจะพูดอะไรกับน้องๆ”

เมื่อเห็นยังเงียบ ซึงฮยอนจึงคิดจะแกล้ง เขาขยับเพื่อรั้งท้ายทอยของจียงเข้ามาแนบชิด... เอียงศีรษะเล็กน้อยเพื่อให้ริมฝีปากของทั้งคู่เข้าใกล้กันมากขึ้น “ว่าไงจียง...”

ความใกล้ชิดขนาดนั้นทำให้จียงตกใจจนสะดุ้งลุกขึ้นจากอ้อมกอด... มองแบบนี้อีกแล้ว ไอ้สายตาแบบนี้เลิกสักทีได้ไหม เห็นแล้วมัน...

ซึงฮยอนเองก็ขยับลุกตามไปทำท่าจะกอดอีก แต่จียงหันมาดันอกให้ห่างไว้แล้วรีบพูด “...ฉันขอโทษ”

...แต่ก็ยังไม่วายถูกบังคับกอดอยู่ดี คนตัวใหญ่ยิ้มกว้างแล้วถาม “อือ ไม่ยากใช่ไหม”

...

มันก็เท่านี้แหละนะ แค่จียงเอ่ยปากขอโทษน้องเท่านั้นทุกอย่างก็จบ ...ท่านประธานฮยอนซอกที่แอบมองอยู่หน้าประตูคิดแล้วพลอยยิ้มไปด้วย

ลำพังความสามารถของจียงนั้นเรียกว่าเข้าขั้นมืออาชีพทั้งๆที่ยังไม่ได้เดบิวข้อนี้ใครๆก็รู้ แต่การจะเป็นนักร้องสิ่งสำคัญคือต้องถ่อมตัว ต้องสำนึกบุญคุณคน มีความเป็นผู้ใหญ่ และที่สำคัญคือรู้จักขอโทษ ตราบใดที่ยังทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เขาก็ยังไม่อยากให้มังกรตัวน้อยนี้ออกไปจากอก แต่อย่างไรเสียหวังว่าคราวนี้คงจะเป็นบทเรียนได้นะ...

...

แถมมีซึงฮยอนแล้วด้วยนี่ คงไม่เป็นไรมั๊ง







Fin~





ปล. ดู documentary ก่อนเดบิวแล้วรู้สึกอยากเขียนฟิค “ดัดนิสัย” จียงขึ้นมา... ก็เลยลองเขียนดูค่ะ แต่เขียนไปเขียนมาอยากลองทั้งแบบซีเรียสและแบบเบาสมองหน่อยๆ พอเลือกไม่ได้เลยเขียนสองแบบ -_-‘ อีกเรื่องคือ ‘Lose My Breath’ ค่ะ

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
จ๊ากกกกกกกกกกกกกกกก
lose control .....
เหมือนเห็นเป็นฟิคของตัวเอง ก้ากๆๆๆๆ
พี่ไค พอยชื่ออีเมวว่า lose control ล่ะ แล้ว loseyloose ก็มาจากคำว่าlose control เอาไว้จะเล่าให้ฟังว่ามันมาไงนะคะ ฮ่าๆ
ว่าแต่ เทมป์จี ด้วย กรี๊ดดดด อีนี่ขอไปอ่านก่อนล่ะ!!!!!

แฮปปี้สงกรานต์เดย์ย้อนหลังค่ะพี่ไค ^^
#1  by  loseyloose At 2008-04-16 11:35, 
พี่ไคคคค
พอยว่ามันออกเครียดนิดๆนะ แต่พอยช๊อบบบบ ฮ่าาาา
พี่ไคเขียนได้แบบ จิ้นง่ายมากๆอ่ะค่ะ สอดคล้องกับคลิปนั้นดี อ่านแล้วเข้าใจง่าย
ว่าแต่..........จียงนี่มัน... = =" สุดๆเลยอ้า สงสารน้องริ กรีสสสสสสส
พอยชอบฟิคประเภทนี้นะ ที่เขียนออกมาเป็นผู้ชายกับผู้ชายจริงๆน่ะค่ะ ไม่ต้องเป็นความรักที่ร๊ากรักกันน่ะ ชอบมากๆคืออารมณ์นี้เลย อารมณ์ที่แบบ ไม่ต้องมั่นใจว่ารักกันแบบนั้น แค่มีความรู้สึกอะไรข้างใน ไม่ต้องสื่อมากมาย มันจะแอบหวานได้น่ารักสุดๆเลยพี่ไค พอยชอบเรื่องนี้มากเลยค่า ^o^/
รอ lose my breathe นะค้า
#2  by  loseyloose At 2008-04-16 12:08, 
ขอแบนอีเทมแบบแมนเกินความเป็นจริงไป3ชั่วอึดใจ
มันๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ของจริงต้องโง๊โง่ไม่ใช่เรอะะะะะะะะะะะะะะ

แต่จิงยงเมนส์มาตลอดนี่น่ารักกกกกกกกกกกกกกก
ชอบบบบบบบบบบบบบบบบบ
#3  by  นารุ อุ๊โย่วๆ~~ At 2008-04-16 14:05, 
okน่ารักมากเลย
สนุก
#4  by  moko At 2008-04-16 19:52, 
ชอบ

ชอบ

ชอบ!

เคยคิดอยู่เหมือนกันค่ะ ว่าจียงในด๊อคคูเมนทารี่นี่น่า ดัดนิสัยจริงๆ ดุมาก น่ากลัว T^T นี่ถ้าเป็นเเบบบ้านบิ๊กบราเทอร์นี่จียงโดนโหวตออกเเน่ๆ เเต่แป้งมาดูด็อคหลังจากชอบจียงไปเเล้ว ก็มันชอบไปเเล้วมันเลยมีความรู้สึกว่า เออ...คือมันเเอบเข้าข้างไม่ได้อ่ะ เเอบคิดว่าทำเเบบนี้มันก็มืออาชีพดี จียงสมควรเเก่การเป็นหัวหน้า กร๊ากกก เเต่ถ้าดูด็อคมาก่อนนี่อาจจะไปชอบคนอื่นเเทน (มั้งนะ 55+) เคยมีน้องคนนึงบอกว่าเกลียดจีเพราะว่าด็อคคูเมนทารี่นี่ด้วยอ่ะ ไม่อยากให้คนเข้าใจจีผิดเลย อ๊ากกกกกกก

ชอบอ่า จียงเรื่องนี้น่าให้เทมโปจับตีก้นมาก 555+ ดื้อ รั้น น่าโมโหจริงๆเลย เเต่เทมโปเรื่องนี้ เเมน ฉลาด หล่อ โฮก เท่ ปรี๊ดดดดดดดด มากๆ อ่านเเล้วอยากเอาหลังเท้าตบหน้าเรียกสติ เคลิ้มมาก เซเมะอะไรวะเนี่ยยยยยย อ่านเเล้วใจเต้นเเทนจีเลย

จียงนะเเหม ดุน้องจังเลยนะ เเล้วทำไมหลังเดบิวนี่นัวเนียน้องจังวะ ไปนัวพี่ใหญ่ไม่ได้เรอะ! ขอหน่อยเถอะ!
เเต่นิสัยตอนนี้จียงดูปัญญาอ่อนขึ้นนะ 55+ ก็ดูจริงจังกับงานเหมือนเดิม เเต่ดูขี้เล่นขึ้นเยอะเลยอ๊า...

อยากอ่านภาพต่อจังเลย >/////< เเบบว่าอยากอ่านเเบบเทมปราบจีเอาหายพยศอ่ะ งื๊ดดดดดด

เเต่งมาอีกนะคะคะคะคะคะ เทมจีๆๆๆๆๆ อยากอ่าน ชอบมากๆเลยค่ะ >///<
#5  by  diy (125.24.244.203) At 2008-04-16 20:21, 


>>> หุๆๆ พี่ไค สวัสดีค่ะ ดิลกค่ะ

(จริงๆแล้ว อยากบอกว่า "อ้อมค่ะ" แต่กลัวพี่งง)


>>> จียงโหดหยั่งกะพี่ว้ากเลยอ่ะ

ซึงรีน่าสงสารมากกกกกกกกกกก

ส่วนเทมโป... พระเอก (555555+)



>>> อยากไปตามผู้ชาย 5 คน วันอาทิตย์นี้จังเลยน๊ออออ

ดูซิ๊จะโหด จะเข้มงวดแบบน้มั้ย

(เทมโปบอก "ไม่แล้วครับ ผมอบรมไปแล้วไง")


คึๆๆ


.
#6  by  _1986 At 2008-04-17 20:17, 
อ๊ากกกกกกกกกกกกกในที่สุดก็ได้อ่านเทมจี รอมานาน

ชอบตอนนี้มากเลยค่ะ มันแบบจริงจังดีชอบๆ

ถึงแม้ว่าจีจะโหดมากก็เหอะ

แต่พี่เทมนี่อะไร แอบแต๊ะอั๋งจีอ่ะ หวี๊ดหวิ้วๆ ชอบๆ

ถึงแม้จะไม่หวานแหวว จะยังไม่ได้ลงเลยกัน แต่ชอบมากค่ะ

แต่งอีกค่ะๆ
#7  by  Ai Shiyorin ^^ At 2008-04-20 14:54, 
อ๊า....สนุกสุดยอดเลยคร้าบพี่น้อง

จีแบบว่าอยากให้เทมสนใจว่างั้นกันเลย แต่ก็นะด้วยความมั่นใจในความแมนก็เลยยังไม่รู้ แหม..เราก็นั่งลุ้นตั้งนานแสนนาน ในที่สุดความฝันก็เป็นจริงตอนจบ 555 ส่วนคุณท็อปก็แสนดีจริงๆ จะคนดีไปไหนคร้าบพี่น้อง กอดที่ให้ริกับกอดที่ให้จีไม่เหมือนกัน ประเสริฐเลย เก็ทๆ 555 ชอบคร้าบบบdouble wink
#8  by  ZConline At 2008-06-05 01:27, 
โฮกกกกกกกกกกกกกกก
ฮากกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ตอนแรกมันเครียดๆๆ
ไอ้เราก็นึกว่า เทมมันจะดัดนิสัยจีโดยการกด -*-
อุส่าเชียร์ให้มันกดเลยๆ
แต่แม่มมมมม ไม่กดดดดดดด ..... เสียดาย แปล๋บๆ - -*

โฮกกกก ตอนท้าย ไม่เข้าใจใช่ไหม เอาไว้ก่อน
โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ซึงริ น่ารัก ^__^
#9  by  _ZombiE_ At 2008-06-15 01:56, 

<< Home