Title: Lose Control
Status: One shot [complete]
Fandom: Bigbang
Pairing: Tempo x Jiyong
Author: kiba kai
Rating: PG-13
Genre: Drama, Romance, Ficlet
Disclaimer: don’t own the boys, no money made
Warning: YAOI [BOY x BOY]
Author’s note: first TempG written in the same time with ‘Lose My Breath’ got the idea from ‘BB Documentary Ch2.’ ... serious route

Lose
Control
By
kiba kai
ควอนจียงหัวหน้าวงบิ๊กแบงยืนอยู่หน้าผนังกระจกเงาบานใหญ่ ... ภาพสะท้อนที่เห็นคือชายหนุ่มผอมบางในเสื้อกล้ามสีขาวตัวโคร่งที่แนบเนื้อเพราะเหงื่อและกางเกงวอร์มสีดำที่เกาะสะโพกอยู่หลวมๆ ... เรือนผมสีดำที่เปียกชื้นจากการซ้อมติดต่อกันเป็นเวลานาน ลมหายใจหอบหนักกลายเป็นไอถูกส่งผ่านจากเรียวปากแดงไปยังพื้นผิวเรียบของกระจก สายตาที่อ่อนล้าหากแต่ยังเด็ดเดี่ยวจ้องมองกลับมาที่เขา
ยังไม่แพ้ใช่ไหม... ยังหรอก ยังไม่จบแค่นี้
ฉันไม่ยอมแพ้นาย ซึงฮยอน
...
ห้องซ้อมในวันนี้ไม่มีเงาของใครคนอื่นให้เห็นเพราะเขาเลือกที่จะมาในวันหยุดเอง บางทีเขาก็ต้องการที่สงบๆบ้างแต่การอยู่ร่วมกันในอพาร์ทเมนต์กับเพื่อนร่วมวงอีกสี่ชีวิตนั้น การจะหาเวลาสำหรับตัวเองจริงๆนั้นมันยากขนาดไหน ยิ่งเมื่อได้มารู้ว่าคนอื่นๆคิดยังไงกับเขาแล้ว… ให้ออกมาอยู่ข้างนอกเสียยังดีกว่า
“ทำไมพี่เขาต้องว่าเราแรงขนาดนั้นด้วย ผมไม่ได้ตั้งใจนะ” เสียงซึงริสั่นนิดๆตอนที่เขาเดินผ่านประตูห้องคอมที่แง้มไว้
“ช่างแม่งเหอะ ยังไม่อยากเห็นหน้ามันตอนนี้ เดี๋ยวกูทนไม่ไหวต่อยมันไปจะมีเรื่องกันเปล่าๆ” ยองแบ... แม้แต่แก
ขนาดเขาไม่ใช่คนคิดมากเรื่องความสัมพันธ์กับคนอื่นมากนักยังต้องยอมรับว่ามันทำให้เขากังวลใจไม่น้อย แต่การที่เขาเป็นคนเข้มงวดแบบนี้ ผลดีมันไม่ได้ตกอยู่กับทุกคนหรือไง... การแข่งขันของนักร้องหน้าใหม่ คิดว่ามันง่ายนักเหรอ เขาคิดว่าทำเพื่อวงที่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างนี้มาตลอดจนมาได้ยินคำพูดของคนที่เขานับถือที่สุด...
“นายอย่าเที่ยวดูถูกคนอื่นให้มาก คิดว่าเก่งนักใช่ไหม”
“ก็แค่ฝึกมานาน ถ้าเพิ่งเข้ามาพร้อมๆคนอื่นเขา อยากจะรู้นักว่าจะมีน้ำยาแค่ไหน”
“ถ้านายยังทำตัวแย่ๆแบบนี้ฉันว่าตำแหน่งหัวหน้าวงของนายคงไปไม่รอดแล้วล่ะ” ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เสียงของท่านประธานฮยอนซอกจากอาทิตย์ก่อนยังก้องอยู่ในหู
แล้วคนที่จะมาเป็นหัวหน้าวงแทน... หึ ไอ้ซึงฮยอน
อย่าให้ขำดีกว่า คนที่เรื่องเต้นล้าหลังขนาดนั้นยังห่างชั้นกับการเป็นคู่แข่งเขานัก ยองแบยังเข้าท่ากว่าแต่เจ้านั่นไม่ใช่คนกล้าพูด แดซองกับซึงริยังอายุน้อย ...ด้วยความคิดแบบนี้ทำให้ยิ่งจียงรู้สึกว่ามีแต่เขาเท่านั้นที่ดีกว่าคนอื่น เก่งกว่าคนอื่น จนเขามาได้ยินท่านประธานที่ไม่เคยออกปากชมใครมาชมซึงฮยอนต่อหน้า ทั้งเรื่องการแรฟ และหน้าตาที่ขึ้นกล้องของมัน
ใครจะไปยอม... แม่งเอ๊ย
... เหนื่อย
... อยากจะพัก
... แรงจะหมด
“นี่มันเที่ยงคืนแล้ว จะซ้อมให้ตายไปเลยใช่ไหม” เสียงทุ้มที่ดังขึ้นจากหน้าประตูทำให้เจ้าของห้องสะดุ้ง ร่างของชเวซึงฮยอนในฮูดดี้สีสดตัวใหญ่กับกางเกงยีนส์สีดำคือแขกที่ไม่ได้รับเชิญ
“ไสหัวไป นายไม่ต้องยุ่ง!” จียงตวาด แล้วยิ่งอารมณ์เสียเข้าไปอีกเมื่ออีกฝ่ายดูท่าจะไม่ได้สนใจเลยว่าเพิ่งโดนไล่ ตรงกันข้าม กลับเดินเข้ามาช่วยเขาเก็บของ นัยว่าบังคับให้กลับเสียที
“ไม่ยุ่งได้ยังไง นายเป็น ‘หัวหน้าวง’ ของเรานะ” ซึงฮยอนจงใจเน้นคำที่รู้ว่าจะทำให้จียงโมโหแล้วยิ้มมุมปาก “กลับบ้านได้แล้ว”
“ฉันยังไม่กลับ นายหุบปากซะ” ร่างเล็กเดินเข้าไปจะแย่งเสื้อคลุมจากมือ แต่เขาคิดผิด เพราะแค่มือข้างเดียวของซึงฮยอนที่ผลักอกเขาไปกระแทกผนังกระจกนั่น ...เขาก็สู้ไม่ได้แล้ว
“นายนั่นแหละหุบปาก จียง” ซึงฮยอนที่เมื่อครู่ยังมีแววตาขี้เล่นกลับกลายเป็นแข็งกร้าวขี้นมา “นายคิดว่าทำอะไรอยู่หา ออกมาโดยไม่บอกใครเลยตั้งแต่เช้ามืด โทรศ้พท์ก็ปิด ไปตายห่าอยู่ที่ไหนจะมีใครรู้บ้าง”
จียงพยายามผลักมือใหญ่ออกจากตัว “ตายซะก็ดีเลยไม่ใช่เหรอ จะได้ไม่ต้องอยู่ให้พวกนายด่ากันลับหลังแบบนี้” เขายังพยายามดิ้นออกจากกระจก
“อ้อ ได้ยินด้วย...” รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าที่ได้ชื่อว่าขึ้นกล้องที่สุดในบริษัทอีกครั้ง แต่ความรู้สึกมันไม่เหมือนเมื่อครู่ “แล้วยังไง ...น้อยใจเหรอ”
ซึงฮยอนไม่พูดเปล่ากลับยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนจียงต้องก้มหน้าลงต่ำ “ปล่อยโว้ย ร้อน... อึดอัด” ...น้อยใจ หึ ฝันไปเถอะ พวกนายไม่ได้สำคัญขนาดนั้น
ซึงฮยอนมองหน้าจึยงที่แดงและหอบเล็กน้อยเพราะออกกำลังแล้วยิ้มแปลกๆ “มีอะไรไม่พอใจก็พูดออกมาสิ งอนเป็นเด็กผู้หญิงไปได้” เขาเลื่อนมืออีกข้างเข้าไปจับคางเล็กให้เชิดขึ้น
คราวนี้จียงปัดมือนั้นทิ้งอย่างแรงแล้วทำท่าจะต่อย แต่อีกฝ่ายไวกว่าจึงถอยออกมาก่อนที่กำปั้นเบาๆนั้นจะกระทบถูกหน้า จึยงขัดใจที่ระบายอารมณ์ไม่ได้แต่เมื่อเห็นว่าถูกปล่อยแล้วจึงจะรีบหนี
ซึงฮยอนส่ายหัวน้อยๆคล้ายจะเยาะเย้ยแล้วกระชากร่างอ่อนแรงนั้นเข้ามาในวงแขน “จะไปไหนล่ะจึยง ไหนว่ายังไม่อยากกลับไง ...ฉันจะอยู่เป็นเพื่อน” เขากระซิบข้างหูอย่างแผ่วเบาจากด้านหลัง
อะ ไอ้เวร เห็นเป็นตัวอะไรวะถึงได้ทำแบบนี้ “เฮ้ย! ปล่อย” เกลียดแม่งชะมัด คนอย่างแกมีแต่คนรักคนชื่นชม จะเอาอะไรอีกวะ ตำแหน่งหัวหน้าวงหรือไง ใครจะไปยอมให้ง่ายๆ
“ไม่ปล่อย! นายหัดทำตัวดีๆหน่อย ไม่ได้อยู่คนเดียวแล้ว คิดถึงใจคนอื่นซะบ้าง” ซึงฮยอนเสียงดังแต่ก็อ่อนลงเมื่อพูดประโยคถัดมา “...คนที่เขาเป็นห่วง”
พูดอะไรของแม่งวะ... อยากเป็นหัวหน้าจนตัวสั่นไม่ต้องมาทำเป็นเสแสร้งหรอก “คนอย่างงั้นมีอยู่ที่ไหนล่ะ”
ได้ยินแบบนั้นเข้าซึงฮยอนก็พูดไม่ออก วันนี้คงยังพูดกันไม่รู้เริ่องแน่ๆ “...ถ้านายยังคิดแบบนั้น” เขาถอนหายใจพร้อมทั้งปล่อยมือที่กอดไว้แล้วเดินออกไปจากห้อง
...
คนอะไร พยศเป็นที่หนึ่ง นี่มันไม่ได้ฉุกคิดเลยเหรอวะว่าไอ้เรื่องเปลี่ยนตัวหัวหน้านั่นมันโกหกทั้งเพ ทั้งเขาทั้งน้องๆทั้งครูฝึกและท่านประธานรู้จักข้อเสียของจียงดี ไอ้ความจองหองและมั่นใจสุดโต่งนั่น ทั้งการวิจารณ์ต่อว่าน้องแรงๆโดยเฉพาะที่โดนมากคือซึงริ ถ้าไม่รีบแก้จะไม่ทันการณ์ วันเดบิวก็ใกล้เข้ามาแล้ว
เพราะฉะนั้นจึงแค่อยากให้จียงหยุดคิดบ้าง ว่าแค่ไอ้ความสามารถนั้นแค่อย่างเดียวมันทำอะไรไม่ได้ เขาและท่านประธานจึงได้ลองแกล้งพูดเรื่องการเปลี่ยนตัวหัวหน้าวงดู แต่ไม่คิดว่าจะกลับทำให้จียงคิดว่าตัวเองยังมีความสามารถไม่พอจนต้องมาซ้อมหามรุ่งหามค่ำแบบนี้
คนอะไรเข้าใจยากชะมัด แล้วที่สำคัญ... มันทำให้เขาถูกจียงเหม็นขี้หน้าไปด้วย
ตั้งแต่วันที่ท่านประธานเอ่ยปากว่าอีกสองอาทิตย์ก่อนเดบิวจะมาตัดสินอีกครั้งว่าใครจะเป็นหัวหน้าวง จนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาอาทิตย์นึงแล้ว จียงไม่ยอมพูดเรื่องนี้กับใครเลย ยิ่งหน้าเขายิ่งไม่ยอมมอง เอาแต่ซ้อมจนดึกอยู่คนเดียว ทั้งที่วันนี้เป็นวันพักแทนที่จะได่นั่งคุยกัน ไอ้ตัวดีอยู่ๆก็หายไปจากบ้าน
แต่ถึงจะอ่อนใจขนาดไหนซึงฮยอนก็นั่งรออยู่ที่พื้นข้างประตูห้องนั่นแหละ “จะกลับแล้ว?” เขาทักเมื่อประตูห้องถูกเปิดออกอีกครั้ง
จียงที่นึกว่าศัตรูคู่แค้นกลับไปแล้วยักไหล่ราวกับไม่สนใจแล้วออกเดินไปทางลิฟท์
“ยังไม่ได้กินข้าวใช่ไหม ที่บ้านไม่มีอะไรแล้ว แวะกินก่อนแล้วกัน” …ทำเป็นไม่ได้ยินอีก เขากำลังจะอ้าปากถามต่อแต่ก็ถูกขัดขึ้นเสียก่อน
“ฉันจะไปคนเดียว
นายไปด้วยแล้วกินไม่ลง” จียงพูดทิ้งไว้ก่อนจะก้าวออกไปจากลิฟท์
...
แม้สีหน้าของซึงฮยอนไม่แสดงอารมณ์ใดแต่การที่ขาของเขาจะไม่ได้ก้าวตามออกมาทันทีย่อมแสดงถึงอะไรบางอย่าง
...
จียงรู้ดีว่าแม้จะพูดอย่างนั้นแต่อีกฝ่ายก็ต้องตามมาอยู่แล้วเพราะมันเป็นเช่นนั้นมาตลอด แต่เขาก็ยังเลือกเดินเข้าไปนั่งที่เคาน์เตอร์ด้านในสุดเพื่อหันหลังหลบมุมคนเดียว เขาลอบมองไปยังกระจกด้านหลังพ่อครัวที่ยืนปรุงอาหารอยู่เบื้องหน้าเพื่อให้แน่ใจว่าซึงฮยอนตามมา ... ภาพในหัวที่เขาเห็นเป็นเช่นนั้นแต่มันก็หาได้ตรงกับความจริงเสมอไปไม่
ไปแล้วเหรอ
...ก็ดีนี่
จียงก้มหน้ากินอาหารโดยไม่รับรู้รสชาติใดก่อนจะกลับออกมาอย่างรวดเร็ว สายตาของเขามองปราดไปทั่วบริเวณหน้าร้าน จนมาสะดุดอยู่ที่ราวเหล็กกั้นถนนด้านหนึ่งที่ชายในเสื้อสีแดงคนเดิมยืนพิงอยู่... ชายที่ยืนกอดอกคนนั้นไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่มองตรงมาที่เขา
จะบอกว่ารออยู่หรือไง ไล่ไปแล้วแท้ๆ ... แม้จะคิดอย่างนั้นแต่ภายในอกที่รู้สึกโล่งขึ้นมาทำเอาเขาแปลกใจ
… ไม่มีอะไรสักหน่อย
เขาเมินหน้าหนีแล้วเดินตามทางกลับอพาร์ทเมนต์ต่อไป
จังหวะการเดินของคนสองคนในยามค่ำคืนนั้นได้ยินชัดไม่ว่าต้องการจะรับรู้หรือไม่ ถึงจะเป็นกลางเมืองแต่ดึกดื่นป่านนี้แล้วถนนหนทางที่เคยมีชีวิตชีวาตอนกลางวันกลับวังเวงไปหมด
เงียบจนน่าอึดอัด ยิ่งเมื่อรู้ว่าคนอีกคนอาจจะกำลังมองแผ่นหลังของเขาอยู่ ... จียงไม่ได้กลัวเพียงแต่มันน่ารำคาญ โดยเฉพาะสายตาที่บางครั้งยากที่จะอ่านออกนั่น เมื่อถึงหน้าประตูเขาล้วงประเป๋าเงินเพื่อหยิบคีย์การ์ดแต่โชคร้ายที่เขาหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ
“ของนายน่ะอยู่นี่” เสียงทุ้มดังขึ้นข้างหูเมื่อเจ้าของเสียงเอื้อมผ่านตัวเขาไปเปิดประตูให้ ร่างใหญ่ที่ซ้อนตัวเขาอยู่จนเกือบชิดเปิดประตูอย่างใจเย็นราวกับจะแกล้ง
จียงหันหน้าหลบไปอีกทางเมื่อรู้สึกถึงลมหายใจร้อนกระทบแก้ม มืออีกข้างของคนข้างหลังที่ว่างอยู่แตะหลวมๆที่เอวบาง... เขาจะกระเถิบหนีก็ไม่ได้ในเมื่อทางเดินมันแคบออกอย่างนี้
“อือ เปิดไม่ออกแฮะ” และนั่นทำให้ซึงฮยอนต้องเบียดเข้ามาใกล้อีกเพราะเขามองช่องเสียบการ์ดไม่ถนัด แล้วจากมือที่แตะอยู่นั้นกลายเป็นรัดจนแน่นเข้า
จียงที่ต้องเอาตัวแนบกับประตูนับหนึ่งถึงสามในใจแล้วใช้ศอกดันคนข้างหลังอย่างแรง “ฉันทำเองก็ได้!” ไม่อยากเข้าใกล้ซึงฮยอนมากไปกว่านี้ แค่นี้ก็เกินไปแล้ว เขาแย่งกุญแจมาเปิดซึ่งมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย
หลังจากจียงหายเข้าไปในห้องน้ำแล้ว ซึงฮยอนที่ยืนยิ้มนิดๆอยู่หน้าประตูก็ตามเข้าไปบ้าง
...
วันต่อมา ในขณะที่สมาชิกสี่คนกำลังกินอาหารเช้าที่ป้าแม่บ้านตั้งใจทำเป็นพิเศษเพราะเธอเพิ่งรู้ว่าตอนนี้พวกเขาไม่ค่อยแข็งแรงเนื่องจากซ้อมหนักและพักผ่อนน้อย โดยเฉพาะจียงที่เธอห่วงกว่าคนอื่น จากเด็กหนุ่มรูปร่างเล็กอยู่แล้วแต่ตอนนี้แค่กะด้วยตาก็ดูออกง่ายๆเลยว่าเขาผอมลง และเมื่อเขาออกจากห้องนอนเป็นคนสุดท้าย เธอจึงทักเสียงใส “สวัสดีจ๊ะ จียง วันนี้ทานมากๆนะ”
เด็กหนุ่มคนที่ว่าเพียงแค่พยักหน้ารับก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะอย่างไร้อารมณ์ น้องคนอื่นๆมองหน้ากันแต่ไม่มีเสียงทักทายใดๆทั้งสิ้น... จียงคีบเนื้อเข้าปากแล้วเคี้ยวอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมาคำเดียว “...รสชาติประหลาด”
ทั้งโต๊ะเงียบกริบ ...เพราะจริงๆรสชาติอาหารก็ปรกติ ออกจะอร่อยด้วยซ้ำ แต่ถึงแม้มันจะเป็นอย่างที่ว่าจริงๆแม้กระทั่งน้องเล็กอย่างซึงริยังรู้สึกเลยว่าไม่ควรพูด
ซึงฮยอนที่กะไว้อยู่แล้วว่าวันนี้ก็ยังจะต้องมีเรื่องให้ปวดหัวแต่ไม่ทันตั้งตัวว่าจะเริ่มแต่เช้าแบบนี้ “มันอร่อยกว่าปรกติก็ต้องประหลาดแน่ล่ะ” เขาหัวเราะในลำคอแล้วส่งยิ้มให้แม่บ้านที่ค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย
...แม้จะกระอักกระอ่วนแต่หลังจากนั้นพวกเขาทุกคนเข้าบริษัทพร้อมกัน โดยโปรแกรมในวันนี้เน้นที่การเต้น... ตั้งแต่เมื่อไหรกันนะที่การซ้อมเต้นกลายเป็นสิ่งที่คนในวงเริ่มจะขยาด โดยเฉพาะการเต้นพร้อมกัน คนที่ควรหนักใจที่สุดน่าจะเป็นซึงฮยอนคนพี่ที่ทักษะการเต้นของเขาเป็นรองคนอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด แต่เขากลับมีสีหน้าสบายๆและดูผ่อนคลายกว่าคนอื่นๆด้วยซ้ำ
ทุกคนต่างซ้อมเต้นอย่างตั้งใจ เพลงที่เตรียมไว้สำหรับโชว์ครั้งนี้จะผิดพลาดไม่ได้เพราะมันเทียบได้กับการสร้างประทับใจครั้งแรกแก่ผู้คนทั่วไป เป็นใบเบิกทางสำหรับอนาคตในวันข้างหน้า หลังจากที่พวกเขาซ้อมวนไปวนมาหลายรอบแล้ว เมื่อเจอจุดที่ผิดจียงจะชี้ทันทีและขอให้รอบต่อไปแก้ไขเสีย แต่หากรอบต่อไปยังคงผิดที่เดิมอยู่...
...ซึ่งก็เกิดขึ้นจนได้
“ซึงฮยอน เมื่อกี๊ฉันบอกว่าอะไร” จียงเสยผมที่ชื้นเหงือขึ้นไม่ให้ปรกหน้าผาก
“บอกว่าจังหวะนี้ให้กระแทกตัวสองครั้ง” เขาตอบนิ่งๆ ออกจะอมยิ้มอีกต่างหาก
หัวหน้าวงชักเริ่มโมโห เพราะท่าทางของคนโดนตำหนินี่ไม่ได้รู้สึกผิดบ้างเลย “แล้วนายทำกี่ครั้ง”
“ก็เห็นแล้วนี่ว่าครั้งเดียว”
“งั้นทำไมไม่แก้! นายจะให้ฉันทำยังไงหา”
ซึงฮยอนที่ก่อนหน้านี้มองไปรอบๆก็รู้แล้วว่าทุกคนเหนื่อยขนาดไหน แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากขอพัก โดยเฉพาะตัวจียงเอง ที่แม้เสต็ปการเต้นยังไม่ผิดแต่การหายใจก็เริ่มขัดๆแล้ว ทั้งเหงื่อขนาดนั้นและใบหน้าที่แดงจนเห็นได้ชัด จียงเข้มงวดกับคนอื่นพอๆกับที่เข้มงวดกับตัวเอง แต่มันไม่ใช่ทุกคนที่จะฝืนทำได้เท่าเขา ...บางครั้งสิ่งที่เราทุกคนต้องการมันไม่ใช่ความถูกต้องแม่นยำของท่าเต้นเสมอไป “ฉันเจ็บข้อเท้า เคล็ดตั้งแต่รอบเมื่อกี๊แล้ว” ซึงฮยอนยักไหล่พูดสบายๆทั้งๆที่ถ้าปล่อยเรื้อรังให้อักเสบมันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่
จียงสะอึก “...แล้วทำไมไม่บอก”
“ก็ไม่เห็นถาม ฉันคิดว่านายไม่สนใจเลยไม่ได้บอก” ซึงฮยอนค่อยๆเดินลากขาข้างหนึ่งไปหย่อนตัวนั่งลงที่โซฟามุมห้อง
หัวหน้าวงรู้ดีว่านั่นย่อมเป็นสัญญานให้หยุด “พักครึ่งชั่วโมง” เขาพูดเบาๆ ในใจหวังว่าให้ใครสักคนมาช่วยเจ้าคนตัวใหญ่นี่หน่อย ...แต่ผิดคาด ทั้งหมดค่อยๆทยอยกันเดินออกไปจากห้อง บางคนถึงกับทรุดลงนอนกับพื้น
เป็นหน้าที่หัวหน้าวงหรือเปล่า? เขาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันไปมองเจ้าตัวดีที่นั่งทำหน้านิ่วแล้วพยายามถอดรองเท้าออก เขาหันไปหาคนอื่นๆเป็นเชิงสั่งแต่ไม่มีใครกล้าสบตาเขา เป็นเหตุให้คนอื่นๆหนีกันไปหมด จียงถอนหายใจก่อนเดินไปหยิบยานวดมาจากตู้
ข้อเท้าก็ดูปรกตินี่ เขายกเท้าของซึงฮยอนที่คิดว่าน่าจะเป็นข้างที่เจ็บมาพาดบนตัก
“เบาหน่อยสิ” แม้จะติงแต่สีหน้าของซึงฮยอนก็ระบายไปด้วยรอยยิ้มขี้เล่นอีกครั้ง
...ทำไมชอบทำหน้าแบบนี้ทุกครั้งที่ไม่มีคนอื่นอยู่วะ แล้วไอ้ข้อเท้านี่มันดูผิดปรกติตรงไหน ไม่บวมไม่แดงอะไรทั้งนั้น จียงกัดปาก สงสัยว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะป่วนอะไรหรือเปล่า วันที่ท่านประธานบอกไว้ว่าอาจต้องเปลี่ยนหัวหน้าวงก็ใกล้เข้ามาทุกที หรือว่ามันจะใช้วิธีโง่ๆแบบนี้ทำให้เขาดูกลายเป็นคนเอาแต่ใจดึงดันจะซ้อมทั้งๆที่คนในวงบาดเจ็บ ... เขากำลังคิดถึงแผนชั่วของคู่แข่งคนนี้เพลินๆพลางนวดไปเรื่อยจนเพิ่งมารู้สึกตัวเมื่อใบหน้าของซึงฮยอนอยู่ห่างจากเขาเพียงหนึ่งระยะลมหายใจเท่านั้น
“...ปากนายเลือดออกเหรอ” เสียงทุ้มใหญ่นั่นกระซิบก่อนริมฝีปากคู่นั้นจะเผยอออกเล็กน้อย เปิดทางให้ลิ้นสีชมพูเข้มได้สัมผัสกับเรียวปากแดงสดอย่างแผ่วเบา
...หนึ่งครั้ง
...สองครั้ง
...กว่าจะรู้สึกตัวว่าเกิดอะไรขึ้น จียงผลักอกซึงฮยอนแล้วรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก สายตาดุส่งคำถามออกมามากมาย
แต่ข้อเดียวที่อีกฝ่ายเลือกจะอธิบายก็คือ... “อ้าว ไม่ใช่นี่ ฉันเห็นมันแดงมาก ก็เลย...”
จียงแทบจะเข้าไปต่อยแต่ซึงฮยอนกลับลุกขึ้นมาคว้าข้อมือเขาโดยทิ้งน้ำหนักลงเท้าข้างที่คิดว่าเจ็บหน้าตาเฉย สายตาคมบนใบหน้าหล่อเหลาระบายด้วยยิ้มมุมปากที่จียงเคยเห็นมาหลายครั้งแล้วแค่ทำไมคราวนี้มันดูร้ายกาจนัก ...สายตาที่จ้องเข้าไปจนลึกราวกับว่ากำลังอ่านใจเขา จียงสั่นจนต้องหลบหน้าหนี
“ทำไม กลัวอะไร” ...สายตาคมเข้มยังคงอ้อยอิ่งอยู่ที่เรียวปากบาง “...คิดว่าฉันจะทำอะไรนาย จียง”
ข้อมือเล็กที่ยังถูกเกาะกุมสะบัดออกอย่างแรง จียงทิ้งไว้เพียงคำว่า “ฉันเกลียดนาย” ก่อนจะเดินจากไป
ซึงฮยอนหัวเราะแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างอารมณ์ดี “รู้อยู่แล้วน่า...”
...
หลังจากที่ทุกคนกลับจากพักแล้วก็เห็นพี่ใหญ่ของวงลุกขึ้นเดินปรกติ แม้จะสงสัยแต่ส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครถาม มีเพียงยองเบที่ขยิบตาให้เท่านั้น จนกระทั่งซึงริเดินเข้ามาก้มๆเงยๆมองข้อเท้า “พี่ซึงฮยอนไม่เจ็บแล้วเหรอ”
“ไม่หรอกน่า ถ้าเจ็บจริงๆพี่จะให้เราทายาให้นะ” ซึงฮยอนยิ้มให้น้องเล็กแล้วลูบหัวอย่างอ่อนโยน
ไม่ใช่ว่าจียงจะไม่รู้เรื่อง ตัวเขาที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาเห็นเต็มสองตาได้ยินทั้งสองหู ...อ้อ มีคนอยากให้ทายาแล้วนี่ แสดงว่าเมื่อครู่ไม่ว่าจะเจ็บจริงหรือว่าแกล้งเขาก็จุ้นจ้านไปเองใช่ไหม แถมยังหาเรื่องใส่ตัว...
...แล้วเมื่อครู่ที่แตะต้องเขาอย่างนั้นมันอะไรกัน
สายตาแบบนั้นนายจะใช้เมื่อไหร่ก็ได้งั้นสินะ
“จะเริ่มกันได้หรือยัง” จียงถามเสียงเรียบ แต่มองไปในทิศทางที่เหมือนจะจงใจถามซึงฮยอนทั้งคนพี่และคนน้อง
ระหว่างการซ้อมเต้นนั้น แทนที่สายตาจียงจะมองตรงไปยังบานกระจกใหญ่เพื่อมองภาพรวมทั้งกลุ่มเหมือนอย่างเคย แต่เขาเพิ่งสังเกตว่าพี่ใหญ่และน้องเล็กของวงนั้นกำลังแอบส่งสายตาให้กันในกระจก
...ทำไมอีก ยังคุยกันไม่เสร็จหรือไง
หึ... ดูๆไปก็รักกันดีนี่ ดูเป็นห่วงเป็นใยเอ็นดูกันดี... ไม่ใช่แค่ซึงริเท่านั้นหรอกนะ แต่ยองแบกับแดซองก็ด้วย พวกนั้นคงจะชอบซึงฮยอนมากกว่าเขา... อยากจะได้มาเป็นหัวหน้าไหมล่ะ
มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดกันหรอก
จียงหยุดเต้นในทันทีที่เห็นจุดบกพร่อง “ซึงริ นายผิดนะ! ตรงนี้เต้นผ่านไปแล้วไม่ใช่เหรอ มัวแต่คิดอะไรอยู่” อยากจะกลับไปคุยกันขนาดไหน รอตอนเย็นไม่ได้เชียวเหรอ “ถ้าไม่ตั้งใจก็กลับไปเลยไป!”
คราวนี้ซึงริได้แต่ยืนนิ่ง เขายอมรับว่าก้าวผิด แต่มันแค่นิดเดียวเท่านั้น... ทำไมพี่จียงต้องจับผิดเขาด้วย
ฝ่ายจียงที่เมื่อตวาดออกไปแล้วก็เพิ่งรู้สึกเหมือนกันเมื่อเห็นหน้าซึงริที่เริ่มแดงเหมือนจะร้องไห้ ...เกินไปอย่างนั้นเหรอ ก็แล้วยังไงล่ะ จะให้ทำยังไง จะผิดนิดผิดหน่อยมันก็คือผิด ถ้าปล่อยไปแล้วเมื่อไหร่จะจบสักที จียงถอดหมวกคลุมผมเขวี้ยงใส่กระจกก่อนจะคว้ากระเป๋าเสื้อตัวเองเดินออกไป
ภาพสะท้อนสุดท้ายที่เขาเห็นก่อนประตูจะปิดลงคือภาพของซึงฮยอนที่เดินเข้าไปกอดน้อง
รักกันเข้าไป... มีฉันคนเดียวที่พวกนายเกลียดใช่ไหม
...จียงไม่เคยรู้สึกท้อเท่านี้มาก่อน แต่แทนที่จะปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเขากลับเดินกำหมัดแน่นไปตลอดทางกลับบ้าน ไม่ใช่ว่าเขาไม่เจ็บปวดแต่เขาจะไม่ยอมให้ท่านประธานที่ ‘เคย’ หวังในตัวเขาไว้มากต้องมาหนักใจกับพวกเขาอีก ทางเดียวที่จะทำได้ก็คือซ้อมเข้าไปให้หนัก ซ้อมให้จำจนขึ้นใจ
เขาต้องทุ่มเทให้มากกว่านี้ ต้องเก่งกว่านี้
...
“ทนไม่ไหวแล้วเหรอ จียง” ซึงฮยอนทักเมื่อที่สุดท้ายในบ้านที่เขาเจอหัวหน้าวงคือนอกระเบียง อากาศหนาวขนาดนี้แล้วยังกล้าใส่เสื้อบางๆแค่สองชั้น ทำไมถึงไม่ดูแลตัวเองบ้างวะ
จียงไม่หันหลังมาคุยด้วยซ้ำ ตาเขาทอดมองไปยังวิวตึกรามบ้านช่องยามค่ำคืนที่ไม่มีอะไรน่าพิศมัยแม้แต่น้อย “ฉันยังไม่ยอมหรอก”
... ยังจะคิดเรื่องตำแหน่งหัวหน้าอยู่อีก ซึงฮยอนส่ายหัวก่อนจะมองไปยังที่เขี่ยบุหรี่ที่อัดแน่นไปด้วยก้นกรองแบบเดียวกันจนเกือบล้น
“ถ้าป็นนายจะทำยังไง เรื่องซึงริวันนี้... ถ้าสมมุติว่านายเป็นหัวหน้าวงนายจะทำอะไร” จียงถามขึ้น
“ฉัน...”
“เข้าไปกอดมันแล้วพูดว่า ‘เอาใหม่อีกรอบนะ’ อย่างงั้นเหรอ” ร่างบางหันมาขยี้ก้นบุหรี่ลงกับโต๊ะ “...บ้องตื้นชะมัด ที่นายทำมันก็แค่ให้เขารู้สึกดีขึ้น มันไม่ได้ช่วยให้เขาเก่งขึ้นเลย”
ซึงฮยอนเข้าใจความคิดของจียงดี แต่ในความเห็นเขามันไม่ใช่แบบนั้น “แล้วการที่เขาเก่งขึ้นแต่ต้องสูญเสียความมั่นใจเพราะนายพูดจาบั่นทอนอยู่ทุกวันๆแบบนี้มันดีหรือไง”
จียงแทบไม่ได้ฟังเสียงที่ท้วงติงนั้นเลย “...ถ้านายคิดว่าทำได้ดีก็เอาสิ ใครๆก็ดูออกว่าระหว่างนายกับฉันใครจะเหมาะสมกับตำแหน่งหัวหน้ามากกว่ากัน ถ้าคิดว่าทำให้คนอื่นรักนายชอบนายเท่านั้นพอแล้วก็ทำต่อไป” เขาเดินผ่านซึงฮยอนก่อนจะมองเขาหัวจรดเท้า “ฉันล่ะอยากรู้จริงๆว่านายทำยังไงให้ท่านประธานชอบนายขนาดนั้นได้”
ซึงฮยอนกัดกรามแน่น
ยังได้ ยังทนได้...
...แต่อย่าให้มันมากนักได้ไหม แม้จะทนได้เพราะเป็นนายแต่ไม่เห็นต้องพูดจาแบบนี้ตลอดเวลาเลยนี่
...
...
จนกระทั่งสองสามวันต่อมาซึ่งก็เกือบยี่สิบวันก่อนเดบิว บรรยากาศระหว่างสมาชิกในวงก็ยังไม่ดีขึ้น ซึงริกับแดซองยังคงโดนดุ ยองแบได้แต่ถอนหายใจ และซึงฮยอนยังคงนิ่งเงียบ ...ส่วนจียง วันนี้เขายิ่งจี้เรื่องจังหวะการร้องร่วมกันมากกว่าวันไหนๆ เพราะถ้าแค่อัดเสียง ซาวน์ดมิกเซอร์สามารถทำให้มันประสานกันได้อยู่แล้ว แต่การร้องสดมันไม่มีใครช่วย แล้วการไปขายขี้หน้าบนเวทีเดบิวคงเป็นเรื่องที่เขายอมไม่ได้
ถ้าถามว่าทำไมสองคนนั้นยังทำได้ไม่ดี ก็เพราะมัวแต่กังวลเรื่องว่าจะโดนจียงด่าตอนไหนจนเกร็งไปหมด
“พวกนายอยากจะเดบิวกันวันไหน” จียงเชิดคางถาม “ฉันถามไม่ได้ยินเหรอ ว่ายังไง” เขาเดินเข้าผลักอกซึงริ ถึงแม้มันจะเบาแค่ไหนแต่ผลักมันก็คือผลัก “อยากขึ้นในเดือนนี้อยากจะรอไปอีกสามปี หา!”
ยองแบหน้าเสีย เขาพยายามเข้าไปแยกแต่ก็ไม่วายโดนหางเลข จียงหันมาขึ้นเสียงใส่แม้แต่เขา “โอ๋กันเข้าไป ถ้านายอยากรอก็เชิญ แต่ฉันไม่รอแล้ว...!”
แต่ก่อนที่จียงจะได้พูดอะไรต่อ ซึ่งไม่ต้องบอกก็น่าจะเดาได้ ถ้าปล่อยให้จียงพูดว่าจะมาถอดใจเอาตอนนี้ไม่เพียงแค่คนในวงเท่านั้นที่จะเดือดร้อน ทั้งครูฝึกตั้งไม่รู้กี่คนรวมทั้งบรรดาผู้ที่สนับสนุนพวกเขาตลอดมาจะรู้สึกยังไง จะผิดหวังแค่ไหน เพียงเพราะคำพูดพล่อยๆที่เอ่ยขึ้นมาด้วยอารมณ์ ซึงฮยอนที่ตอนนี้ไม่คิดจะทนอีกต่อไปผลักยองแบให้พ้นทางแล้วตรงเข้าไปกระชากร่างเล็กจนปลิวเข้ามาหา เขาใช้มือปิดปากหาเรื่องนั่นเสีย ด้วยมือใหญ่เพียงข้างเดียวเขาบีบแก้มและคางของจียงไว้ ...ชเวซึงฮยอนกำลังโมโห
...มาก
“เป็นบ้าอะไรขึ้นมา! ไม่ว่านายคิดจะพูดอะไรแต่นายต้องหยุดเดี๋ยวนี้!”
จียงดิ้นรนแกะมือออก ขณะนี้เขาก็โมโหไม่ต่างกัน ถูกลองดีตอนอารมณ์ขึ้นแบบนี้ก็ไม่ต่างกับเอาน้ำมันไปราดบนกองไฟ เมื่อสู้แรงไม่ได้จึงพยายามจะถีบคนตรงหน้าออก มือไม้เหวี่ยงเปะปะจนไปตบหน้าซึงฮยอน
คนอื่นในห้องที่ตอนนี้ตกใจจะทำอะไรไม่ถูก มีแต่ยองแบและแดซองที่พยายามเข้าไปห้ามแต่ก็ถูกพี่ใหญ่ของวงผลักออกมา “พวกนายออกไปให้หมด ฉันมีเรื่องต้องคุยกับไอ้เวรนี่หน่อยแล้ว!”
จียงที่ตอนนี้ทั้งจิกทั้งต่อยทุกส่วนที่ยื่นมือถึงถูกเหวี่ยงขึ้นไปบนโซฟา “แก!”
“หุบปากซะจียง! นายเกือบพูดอะไรออกมารู้ตัวบ้างไหม!” คอเสื้อถูกกระชากให้ลุกขึ้นนั่ง
“ก็มันน่าไหมล่ะ..!”
ซึงฮยอนผลักอกจียงออก “ถ้านายพูดมันออกมาก็เท่ากับนายดูถูกทุกอย่างที่เราทำว่ามันไม่มีความหมาย โดยเฉพาะซึงริ เขาไม่ได้ทนเสียใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อมาเลิกกลางคันแบบนี้”
ซึงริ... ซึงริ อะไรก็ซึงริ แตะต้องไม่ได้เลยใช่ไหม ...แล้วฉันล่ะ... ฉันไม่มีสิทธิเสียใจเลยงั้นสิ
เขาเสียใจเรื่องอะไรกัน ก่อนหน้านี้ก็ไม่เข้าใจหรอก รู้เพียงแต่ว่ามีคนที่เกลียดมากเพราะกำลังจะมาแย่งจุดยืนที่เขาสู้ฝ่าฟันมา เกลียด... เพราะทำอะไรตรงกันข้ามกับเขาไปเสียทุกอย่าง เกลียดที่เข้ากับคนอื่นได้มากกว่า เกลียดที่ยิ้มกับคนอื่นๆอยู่เสมอ...?
...เหรอ
...
งั้นตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว เขาไม่ได้เกลียดที่คนอื่นเห็นว่าซึงฮยอนดีกว่า... จะไอ้เด็กพวกนี้หรือท่านประธานก็ช่าง แต่ที่เขาไม่ชอบใจคือซึงฮยอนนั่นแหละที่ทำอะไรไม่เห็นหัวเขาเลย ไม่เคยเข้าข้างกันแม้แต่ครั้งเดียว ทุกครั้งที่เขาดุใครคนๆนั้นจะถูกซึงฮยอนเอาใจเสมอ ...เหมือนไม่มีเขาอยู่ในสายตา
... “ฉันอยากจะรู้นักว่านายหมายความอย่างที่พูดหรือเปล่า”
จะหมายความว่าอย่างนั้นได้ยังไง...
“หรือว่าใช่ ทำไมไม่ตอบล่ะ... ฉันจะไม่สนใจแล้วนะ” ซึงฮยอนชักหมดความอดทนในเมื่ออีกฝ่ายนิ่งงันราวตุ๊กตา ...ไม่มีค่าพอจะคุยด้วยหรือไง “...ถ้านายคิดว่าทำตัวแบบนี้ เที่ยวพูดจาทำร้ายความรู้สึกคนอื่นไปทั่วมันดีนักก็เอาเลย ฉันไม่สนใจด้วยซ้ำว่าวงเราจะมีหัวหน้าไหม เกลียดขี้หน้าฉันมากนักจะให้ฉันออกก็ได้! จะเอางั้นใช่ไหม นายจะได้พอใจ!”
... อะไรล่ะ จะออกเหรอ จะไปไหน
ซึงฮยอน ออกจากวง...?
ไม่มีใครเข้าใจเหรอว่าที่เขาทำทั้งหมดนั่นเพื่ออะไร ใจร้ายเขี้ยวเข็ญสารพัดเพื่อให้พวกเราทุกคนได้อยู่ด้วยกันได้ จะเดินไปข้างหน้าพร้อมๆกันได้... มีแต่เขาคนเดียวที่คิดแบบนั้นเหรอ
...
... ครั้งสุดท้ายที่ควอนจียงเคยร้องไห้ต่อหน้าคนอื่นมันคือเมื่อไหร่กันนะ แต่มันคงนานมาแล้ว นานมากจนเขาเองก็จำไม่ได้ …
แต่ด้วยหยดน้ำเพียงหยดเดียวจากปลายหางตาเรียวที่ค่อยๆไหลผ่านแก้มนั่น... ทำให้ซึงฮยอนรู้สึกเจ็บยิ่งกว่าถูกต่อยเสียอีก เขาไม่คิดเลยว่าจียงจะร้องไห้ออกมาแบบนี้ เคยคิดด้วยซ้ำว่าจียงอาจจะไม่มีน้ำตา แต่มันไม่ใช่เลยนี่ งั้นสิ่งที่เขาพูดมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เสียใจเหรอ... ซึงฮยอนเช็ดน้ำตาพลางประคองหน้าอีกฝ่ายขึ้น... ดวงตาคู่นั้นที่มักมีอะไรบางอย่างขวางอยู่เสมอแต่ทำไมในวันนี้ทั้งๆที่มีม่านน้ำตาบางๆมากั้นไว้กลับทำให้ซึงฮยอนเห็นอะไรๆได้ชัดนัก
“ไม่อยากให้ฉันออกใช่ไหม ...บางครั้งฉันก็พูดอะไรไม่คิดเหมือนกัน” นั่นคือสิ่งที่เขารู้ แต่มีอีกอย่างที่เขาอยากจะเดา... ใบหน้าหล่อเหลาถูกแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง แม้จะไม่มั่นใจ แม้จะประหม่า แต่ซึงฮยอนก็ค่อยๆรวบตัวจียงเข้ามากอด มือใหญ่ค่อยๆลูบหัวจียงช้าๆ ช้าจนออกจะงุ่มง่ามเล็กน้อย
...นี่คงเป็นครั้งแรกเลยตั้งแต่รู้จักกันมาที่ซึงฮยอนตั้งใจปลอบเขา จียงเห็นซึงฮยอนปลอบคนมากมายแต่ในจำนวนคนพวกนั้นไม่เคยมีเขา...เป็นอะไรไปวะ แค่อยากให้เขาทำแบบนี้บ้างงั้นเหรอ ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ว่าใจเรานั้นหวั่นไหวง่ายเป็นเด็กๆ... แค่คิดว่าเขาจะไม่สนใจเรา ไม่มองเรา ไม่คอยเดินตาม ไม่คอยทนกับอารมณ์ร้อนของเราอีก แค่นั้นก็แย่พอแล้ว ...
“จียง... ฉันไม่ได้ทำแบบนี้กับซึงรินะ” เสียงทุ้มกระซิบข้างหู “ฉันกอดเขาแบบนี้ แต่มันไม่เหมือนกัน นายเข้าใจหรือเปล่า”
หน้าที่ซบลงกับไหล่นั้นส่ายเล็กน้อย
...หึ ไม่เข้าใจเหรอ ไม่เข้าใจก็เอาไว้ก่อนก็ได้
ซึงฮยอนยิ้มแล้วเริ่มอธิบายเรื่องของเขากับท่านประธานอย่างละเอียด ทั้งเรื่องที่กุขึ้นมาว่าจะเปลี่ยนตัวหัวหน้าอะไรนั่นด้วย ทั้งหมดก็เพื่อตัวจียงเอง แล้วเขายังบอกอีกว่าให้เลิกคิดสักทีว่ายังพยายามไม่พอ “...งั้นตอนนี้นายรู้หรือยังว่าควรจะพูดอะไรกับน้องๆ”
เมื่อเห็นยังเงียบ ซึงฮยอนจึงคิดจะแกล้ง เขาขยับเพื่อรั้งท้ายทอยของจียงเข้ามาแนบชิด... เอียงศีรษะเล็กน้อยเพื่อให้ริมฝีปากของทั้งคู่เข้าใกล้กันมากขึ้น “ว่าไงจียง...”
ความใกล้ชิดขนาดนั้นทำให้จียงตกใจจนสะดุ้งลุกขึ้นจากอ้อมกอด... มองแบบนี้อีกแล้ว ไอ้สายตาแบบนี้เลิกสักทีได้ไหม เห็นแล้วมัน...
ซึงฮยอนเองก็ขยับลุกตามไปทำท่าจะกอดอีก แต่จียงหันมาดันอกให้ห่างไว้แล้วรีบพูด “...ฉันขอโทษ”
...แต่ก็ยังไม่วายถูกบังคับกอดอยู่ดี คนตัวใหญ่ยิ้มกว้างแล้วถาม “อือ ไม่ยากใช่ไหม”
...
มันก็เท่านี้แหละนะ แค่จียงเอ่ยปากขอโทษน้องเท่านั้นทุกอย่างก็จบ ...ท่านประธานฮยอนซอกที่แอบมองอยู่หน้าประตูคิดแล้วพลอยยิ้มไปด้วย
ลำพังความสามารถของจียงนั้นเรียกว่าเข้าขั้นมืออาชีพทั้งๆที่ยังไม่ได้เดบิวข้อนี้ใครๆก็รู้ แต่การจะเป็นนักร้องสิ่งสำคัญคือต้องถ่อมตัว ต้องสำนึกบุญคุณคน มีความเป็นผู้ใหญ่ และที่สำคัญคือรู้จักขอโทษ ตราบใดที่ยังทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เขาก็ยังไม่อยากให้มังกรตัวน้อยนี้ออกไปจากอก แต่อย่างไรเสียหวังว่าคราวนี้คงจะเป็นบทเรียนได้นะ...
...
แถมมีซึงฮยอนแล้วด้วยนี่ คงไม่เป็นไรมั๊ง
Fin~
ปล. ดู documentary ก่อนเดบิวแล้วรู้สึกอยากเขียนฟิค “ดัดนิสัย” จียงขึ้นมา... ก็เลยลองเขียนดูค่ะ แต่เขียนไปเขียนมาอยากลองทั้งแบบซีเรียสและแบบเบาสมองหน่อยๆ พอเลือกไม่ได้เลยเขียนสองแบบ -_-‘ อีกเรื่องคือ ‘Lose My Breath’ ค่ะ
