Title: Kiss the Rain
Status: One Shot
Fandom: BigBang
Pairing: Tempo x Jiyong
Author: kiba kai
Rating: PG-13
Genre: Drama, Romance,
Alternate Universe
Disclaimer: don’t own the boys, no money made
Warning: YAOI [BOY x BOY]
Author’s
Note:
For ‘Singing in the Rain’ Project at JiyongTabi.co.nr [TemG FanForum]
2nd
Note:
หากต้องการเพลงประกอบ 1TYM
– One Love... เป็นฟิคที่ไม่คู่ควรกับเพลงอย่างแรง -_-‘
Kiss
the Rain
By
kiba kai
...
ฝนตกอีกแล้วนะ
บ่อยกว่าปีที่แล้วมาก
...
ชเว ซึงฮยอนหรือเทมโป กำลังนอนอ่านหนังสือเตรียมสอบปลายภาคจบการศีกษาในห้องพักของเขา มือข้างหนึ่งถือหูฟังเพลงที่เพิ่งปลดออกเพียงเพื่อจะฟังเสียงฝนเท่านั้น สีหน้าของเขานิ่งเฉยแต่เจือไปด้วยความกังวลเมื่อเหลือบไปมองนาฬิกาข้างหัวเตียง
...ช้ามากแล้วนะ ทำไมยังไม่กลับมา
ริมฝีปากได้รูปเม้มนิดๆก่อนจะตัดสินใจตวัดผ้านวมลุกขึ้น ไม่ช้าหลังจากสวมเสื้อคลุมแล้วประตูห้องก็ถูกเปิดออกอย่างเร่งร้อน มือใหญ่คว้าร่มคันที่ใช้ประจำแต่ก็ไม่ทันจะได้เปิดประตูหน้าออกไป เพราะคนที่เขาคิดจะออกไปตามนั้นเป็นฝ่ายเปิดประตูเข้ามาเอง
ร่างเล็กที่เปียกปอนไปด้วยน้ำฝนยืนก้มหน้านิ่งอยู่นอกประตู
...อีกแล้วสินะ
ซึงฮยอนหลับตาลงชั่วครู่ ราวกับไม่อยากรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับคนตรงหน้า
“จียง... เข้ามาก่อนเถอะ” เขากระซิบ แต่ร่างนั้นยังคงนิ่งจนต้องเข้าไปดึงข้อมิอให้เดินตาม “นั่งก่อน...” เขาดันหลังเพื่อนร่วมห้องไปที่โซฟาริมหน้าต่างตัวเก่า จียงนั่งลงตามที่ถูกสั่ง ใบหน้ายังคงก้มมองไปที่พื้น ซึงฮยอนลอบถอนหายใจแล้วนั่งลงข้างๆ เขาจับชายเสื้อตัวนอกที่เปียกชื้นของจียงไว้แล้วค่อยๆยกขึ้นจนพ้นออกจากศีรษะ ...ไรผมสั้นที่ชุ่มไปด้วยน้ำถูกมือใหญ่ลูบเช็ดเบาๆด้วยผ้าขนหนูผืนหนา
...ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
...
“ไม่เป็นไรหรอก”
...มันก็เหมือนทุกครั้ง
“ไม่ต้องคิดมาก... เดี๋ยวพอเธอหายโกรธแล้วก็โทรมาเองนั่นแหละ”
คำปลอบประโลมที่ใช้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนดังแข่งกับเสียงฝนที่ตกกระทบกระจกบานใหญ่เบื้องหน้า ซึงฮยอนทอดสายตามองไปยังเพื่อนสนิทตัวเล็กของเขาที่เอนลงนอนพร้อมทั้งเอาหมอนปิดหน้า
...ทุกครั้งเลย เป็นอย่างนี้ทุกครั้งเวลาจียงทะเลาะกับคนรักของเขา... ซอนเย
ซึงฮยอนถอนหายใจเบาๆ มือใหญ่เอื้อมไปขยับจะดึงหมอนใบโตออกแต่ก็ถูกแรงน้อยๆนั่นขืนเอาไว้
...ร้องไห้ล่ะสิ ทำเหมือนฉันไม่เคยเห็นไปได้
เมื่อรู้ว่าดื่อดึงไปก็ไร้ประโยชน์ เขาจึงนั่งลงแล้วหันแผ่นหลังกว้างเข้าพิงขอบโซฟาเงียบๆ
...
... เสียงฝนตกมันดังขนาดนี้เลยหรือ
ดังจนแทบกลบเสียงสะอื้น...
...
... อย่าร้องนะ... อย่าร้องอีกเลย
ใครจะรู้บ้างว่าซึงฮยอนอยากพูดออกไปแบบนั้นมากแค่ไหน แต่มันจะมีประโยชน์อะไรในเมื่ออีกฝ่ายไม่เคยคิดจะฟังด้วยซ้ำ ...เสียงของเขาในยามนี้ก็ไม่ต่างจากเสียงฝนที่โปรยปรายอยู่ด้านนอก รับรู้ได้แต่ช่างไร้ความหมาย
ซึงฮยอนเอื้ยวตัวไปมองอีกครั้ง ท่าทางจียงยังไม่ได้กินอะไรมาแต่ก็คงกินไม่ลงอีกตามเคย เขาขยับลุกไปหยิบผ้าห่มออกมาจากห้องนอนแล้วคลุมตัวให้ ในใจเชื่อแน่ว่ากว่าจียงจะยอมเปิดปากพูดอะไรก็คงอย่างน้อยพรุ่งนี้เช้า... แล้ววันนี้อย่าว่าแต่อ่านหนังสือเลย เขาจะนอนหลับได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้
เด็กหนุ่มยืนมองออกไปนอกหน้าต่าง ทิวทัศน์บ้านเรือนที่ไกลออกไปกลับพร่ามัวไปด้วยม่านละอองน้ำสีขาว เฉกเช่นใดกับใจของเขาหรือไม่ ที่ไม่สามารถเห็นสิ่งอื่นใดได้ชัดเจนนอกเหนือไปจากคนสำคัญตรงหน้า...
มือใหญ่ยกเสยผมอย่างเป็นกังวล
...ถ้าป่วยจะทำยังไง บังคับให้กินยาไว้ก่อนดีไหม
ในขณะที่ใจยังว้าวุ่นและไม่ทันตั้งตัว แต่เมื่อหันกลับมามองร่างเล็กอีกครั้งก็พบว่าดวงตาคู่เรียวสวยที่แดงนิดๆนั้นกำลังมองตรงมาที่เขา
... หัวใจของซึงฮยอนเหมือนจะเต้นผิดจังหวะ
ไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ยังคงไม่เคยชิน อย่ามองมาด้วยสายตาแบบนั้นได้ไหม... สายตาที่เหมือนจะตัดพ้อว่าตัวเองไม่มีค่า สายตาที่บอกว่าตัวเองไม่เหลือใคร
ผู้หญิงคนนั้นทำให้นายเป็นได้ถึงขนาดนี้...
เธอทำอะไรนายนักหนา ทำไมถึงไม่เคยเล่าให้ฟังบ้าง... ไม่ว่าจะถามสักกี่ครั้งแต่จียงไม่เคยปริปาก
ครั้งนี้ก็คงเหมือนกัน... “ไปนอนในห้องเถอะ หรือจะกินอะไรก่อนไหม”
… ไม่ตอบ
จียงยังคงนอนนิ่งเฉย ทั้งมือเล็กที่กอดหมอนไว้หลวมๆ ทั้งดวงตาที่ไม่สั่นไหว มันนิ่ง... จนกระทั่งน้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงมา... น้ำใสๆนั้นค้างอยู่บนเบาะผ้าได้เพียงครู่เดียวก่อนจะซึมหายลงไป
“...จียง” ซึงฮยอนกัดริมฝีปากจนห้อเลือด เขาโอบรั้งร่างเล็กนั้นขึ้นมากอดไว้จนแน่น แน่นจนราวกับว่าต้องการจะรับเอาความเจ็บปวดทั้งหมดนั้นเข้ามาไว้กับตัว
...ไม่อยากเห็นอีกแล้ว พอสักทีได้ไหม นายเป็นอะไรไป ทำไมถึงไม่ยอมบอกฉัน
เลิกสักที
เลิกรักผู้หญิงคนนั้นได้แล้ว
...
บ่ายแก่ๆของหน้าฝนคงเป็นเวลาที่น่าเบื่อไม่ใช่เล่นสำหรับนักศึกษาปีสี่ ควอนจียงนั่งอยู่ในห้องเลคเชอร์เป็นคนสุดท้ายเพราะถึงรีบก็ออกไปไหนไม่ได้ ฝนตกไปทั่วแบบนี้... ที่นั่งริมหน้าต่างของอาคารเรียนชั้นสามเป็นที่ประจำของเขา ยิ่งพักหลังๆมานี่คนรอบข้างมักเห็นร่างเล็กนั่งเหม่ออยู่เสมอ
...ปลายนิ้วมือเรียวเล็กไล้ไปตามผิวหน้าที่เย็นเยียบของกระจก
เขานั่งปล่อยความคิดเรื่อยไปจนฝนเริ่มซาทำให้มองเห็นระเบียงทางเดินของตึกข้างๆได้ ที่ชั้นสามนั่น... ซอนเยกับกลุ่มเพื่อนของเธอกำลังยืนจับกลุ่มคุยกัน
ส่วนที่ทางเดินของชั้นสอง ...ซึงฮยอน รูมเมทของเขายืนอยู่เพียงคนเดียว มือที่ประสานเข้าด้วยกันของร่างสูงพาดอยู่กับขอบหน้าต่าง ใบหน้าคมคายนั่นแหงนเริดขึ้น ...คงจะมองฝนนี่อยู่เหมือนกัน
ทว่าใบหน้าของซึงฮยอนไม่มีรอยยิ้ม... หรือว่าเขากำลังไม่สบายใจอยู่ จะเป็นเรื่องเมื่อคืนหรือเปล่า... จียงรู้สึกผิดนิดๆที่เขาเผลอหลับโดยไม่ตั้งใจ มารู้สึกตัวอีกทีก็บนที่นอนตัวเองแล้ว ซึงฮยอนคงพาเขาเข้าไปในห้อง ...ต้องลำบากอีกจนได้... ถ้าเพียงแค่เราไม่ทำให้วุ่นวายได้ก็คงจะดี
‘ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก... ฉันก็เป็นแบบนี้แหละ’ เคยพูดคำนี้ไปไม่รู้กี่ครั้งแล้ว แต่ซึงฮยอนก็ไม่เคยปล่อยให้อยู่คนเดียวสักครั้ง
ติดหนี้เขาจนนับไม่ถ้วนแล้วนะ...
เขาถอนหายใจพลางยกโทรศัพท์ขึ้น แต่ไม่ทันที่เขาจะได้ละสายตา ภาพที่เห็นคือผู้หญิงผิวสีเข้มคนสนิทของซึงฮยอนเดินเข้ามาแตะไหล่ ...ยูบิน สาวน้อยคนดังของคณะยิ้มให้ซึงฮยอนอย่างสนิทสนม จียงจึงลดโทรศัพท์ลง
...คงไม่เป็นไรแล้วสินะ
...
จะตกไปถึงเมื่อไหร่
ฝนยิ่งตกยิ่งทำให้คิดถึงเรื่องเมื่อวาน ...และเมื่อห้าวันก่อน ...และอาทิตย์ก่อน เดือนก่อน กี่ครั้งแล้วที่จียงกลับมาพร้อมกับฝน แล้วถ้ามันยังตกอยู่แบบนี้...
แรงสะกิดเบาๆที่ไหล่เรียกเขาให้ตื่นจากภวังค์ความคิดอันหนักอึ้ง
“เหม่ออีกแล้วนะเทม มีอะไรหรือเปล่า” ยูบิน เพื่อนสนิทของเขาทักทาย เธอยื่นหนังสือกองหนึ่งให้เขาช่วยถือ “พักนี้มีแต่คนพูดถึงนายนะ”
“บ้าน่ะ ฉันมีอะไรให้พูดถึง” ซึงฮยอนแค่นหัวเราะแล้วออกเดินไปทางห้องสมุด วันนี้เขากับยูบินต้องเคลียร์โปรเจคส่งอาจารย์ให้เสร็จ ทั้งคลาสเรียนเหลือเพียงคู่ของพวกเขาเท่านั้น
ไม่ใช่ว่ามันยากแต่ยูบินเห็นว่าคู่หูทำโปรเจคของเธอดูไร้อารมณ์พิกลจึงไม่ได้เร่งรัด “ไม่รู้สิ นายไปทำอะไรมา ฉันได้ยินแต่คนชมว่านายหล่อขึ้น” ... จริงๆ หรือจะเป็นเพราะซึงฮยอนดูนิ่งแล้วก็ขรึมมากขึ้น ทั้งทีแต่เดิมซึงฮยอนเองก็เป็นที่พูดถึงไม่น้อยอยู่แล้ว ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติกับรูปร่างสูงราวกับนายแบบนั่น ไม่แปลกเลยที่เขาจะเป็นที่หมายปองของสาวๆ แม้กระทั่งเธอเองเมื่อครู่ก่อนที่จะเข้าไปสะกิดเรียกเขายังอดใจเต้นไม่ได้ นี่ขนาดว่ารู้จักกันมานานแล้วนะ ...แต่ตัวเธอก็พอเข้าใจด้วยว่าซึงฮยอนนั้นไม่ใช่คนที่เธอควรจะคิดมึความสัมพันธ์แบบคนรัก
แม้จะนับได้ว่าเป็นคำชมจากสาวสวยประจำคณะ แต่ซึงฮยอนดูเหมือนไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย
ทั้งคู่นั่งลงที่โต๊ะตัวในสุดเพื่อเริ่มทำงาน ซึงฮยอนพยายามตั้งสมาธิกับงานตรงหน้า แต่ก็ได้เพียงไม่นาน...
“อ้าวจียง มาอ่านหนังสือเหรอ” ยูบินทักข้ามไหล่ “มานั่งด้วยกันสิ”
“...ไม่เป็นไร ฉันแค่มารอให้ฝนหยุดเท่านั้น ตามสบายเถอะ” เขาตอบอย่างเกรงใจ
“นายนี่พูดจาห่างเหินเสมอเลย ทำอย่างกับเป็นคนอื่นคนไกล เนอะเทม” ยูบินสะกิดให้ซึงฮยอนลองบ้าง เพราะโต๊ะอื่นก็ไม่ว่างแล้ว
“... อืม มานั่งนี่เถอะ ถ้าฉันเสร็จแล้วจะได้กลับพร้อมกัน” ซึงฮยอนพลั้งปากชวนก่อนจะนึกขึ้นได้ “...หรือนายมารอใคร”
จียงนั่งลงตามคำชวน แต่เมื่อเจอคำถามนั้นเขากลับหลบสายตาและพยักหน้าเบาๆ...
คนถามยิ้มฝืนๆก่อนจะขอตัวลุกไปหาหนังสือมาเพิ่ม
...
...ที่ชั้นหนังสือเก่าที่ไม่ค่อยมีคนเข้ามาหาหนังสือ ชเวซึงฮยอน ทรุดนั่งลงกับพื้นราวกับคนหมดแรง...
คืนดีกันแล้วสินะ ทำไมกัน... ทำไมต้องกลับไปคืนดีกันด้วย ทำไมถึงได้ไม่รู้จักจำเสียบ้าง
...แล้วเราเป็นอะไร
คนรักเขาเข้าใจกันก็ดีแล้วนี่... แต่เรามันเลวเองใช่ไหม ที่เฝ้ารอว่าจะมีสักครั้งที่จียงพูดออกมาว่าทนไม่ไหว... รอให้เขาพูดว่าจะไม่กลับไป
แต่ไม่มีสักครั้งเลย...
เขาเงยหน้ามองไปรอบๆ...
หึ... บ้าหรือเปล่าวะ ที่มีให้เดินตั้งมากมาย ดันเดินเข้ามาที่นี่
ซึงฮยอนหัวเราะเยาะตัวเอง เขายังจำได้ดีว่าเมื่อสามปีก่อน จียงที่เขินนิดๆเล่าให้ฟังอย่างกระท่อนกระแท่นว่าได้ไปเจอผู้หญิงน่ารักและได้คบกันเป็นแฟนแล้ว... ใบหน้าใสราวกับเด็กนั่นแดงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อเล่าถึงจูบแรก...
มันเกิดขึ้นที่ห้องสมุดนี่ ระหว่างชั้นหนังสือเก่าตรงนี้ ...จูบอันนุ่มนวลที่เพื่อนของเขาไม่ได้เป็นคนเริ่ม
ซึงฮยอนจำได้ว่าตัวเองฝืนยิ้มตอบกลับไป
...
“มานั่งทำอะไรตรงนี้ล่ะ” เสียงผู้หญิงที่ไม่คุ้นหูทักขึ้นในความเงียบ
ซึงฮยอนลืมตาขึ้น เขาผละจากความทรงจำที่มีเพียงใบหน้าของจียงนั้นไว้เบื้องหลัง เรียวขาขาวของหญิงสาวในชุดกระโปรงสั้นหยุดอยู่เบื้องหน้า... ซอนเย
“...” เขาไม่ได้ตอบอะไรออกไป เพราะรู้สึกว่ามันไม่จำเป็น เขาไม่ชอบผู้หญิงคนนี้และไม่เคยคิดจะปิดบัง ตลอดเวลาที่เธอคบกับจียงมาถ้าเพียงแค่เธอไม่ทำให้เพื่อนของเขาต้องเสียใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาก็คงไม่รู้สึกแบบนี้
จะว่าไปแล้วทั้งสองแทบไม่เคยได้คุยกันเสียด้วยซ้ำ ทั้งๆที่คนหนึ่งเป็นรูมเมทของจียงส่วนอีกคนเป็นคนรัก ทุกครั้งที่ตั้งใจจะพบกันมักมีเหตุที่ทำให้คลาดกันเสมอ จะเป็นด้วยซึงฮยอนที่จู่ๆก็ต้องกลับบ้าน หรือไม่ก็ซอนเยเองที่ไปค้างบ้านเพื่อนกระทันหัน แม่แต่บ้านเช่าที่ทั้งสองอยู่ซอนเยก็ยังไม่เคยได้เข้าไป
...แล้วทำไมวันนี้อยู่ๆเธอถึงได้...
“จียงจะย้ายมาอยู่อพาร์ทเมนต์เดียวกับฉันเร็วๆนี้ นายคงจะสะดวกขึ้น...” เธอพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ซึงฮยอนที่ยังนั่งอยู่กับพื้นมองเธอกลับด้วยสีหน้าไม่ต่างกัน แต่ในใจเล่าใครจะรู้... จะไปแล้วใช่ไหม ไม่คิดจะบอกกันเลยเหรอ เรื่องสำคัญแบบนี้ทำไมนายถึงไม่มาบอกฉันด้วยตัวเอง ...หรือว่ามันไม่สำคัญพอสำหรับนาย
เขาค่อยๆยันกายลุกขึ้นแล้วเดินเบี่ยงหลบไหล่ของซอนเยไป “...ก็ดีนี่”
ซึงฮยอนเดินมือเปล่ากลับไปที่โต๊ะ ยูบินที่มีสีหน้ายิ้มแย้มกำลังคุยเล่นกับจียง เขาก้มหน้าเดินเข้าไปหยิบกระเป๋าตัวเองแล้วหมุนตัวกลับออกไปโดยไม่ฟังเสียงเรียกของเพื่อนร่วมโปรเจค
...ให้ตายเถอะ เขาไม่กล้าพอจะมองหน้าจียง เขากลัวว่าเพื่อนเขาอาจกำลังยิ้มอยู่เหมือนกัน ...ยิ้มทั้งๆที่ปิดบังเรื่องแบบนี้กับเขา ยิ้มทั้งๆที่กำลังทำร้ายเขาขนาดนี้...
ทันทีที่เดินพ้นตัวตึก แม้แต่สายฝนที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดนั้นก็ห้ามซึงฮยอนไม่ได้ ร่างสูงใหญ่ในชุดนักศึกษาเดินฝ่าสายฝนออกไปด้วยความเร็วที่ไม่ต่างกับเดินในที่ร่ม แต่ละก้าวที่ผ่านไปอย่างเชื่องช้าย้ำเตือนเขาว่ากำลังเดินหนีใครไป
ความหนาวเหน็บของเม็ดฝนที่ตกปะทะกับร่างกายไม่ได้ทำให้ใจเขาเย็นลงแม้แต่น้อย ปลายนิ้วมือที่เริ่มหมดความรู้สึกเพราะความเย็นกำเข้าหากัน
...
...แล้วถ้าหลังจากนี้นายร้องไห้ล่ะ ฉันจะไปหานายได้ยังไง...
ถ้านายต้องเสียใจเพราะเธออีก ฉันจะไม่มีวันได้รับรู้แล้วใช่ไหม...
...
คราบน้ำตาบางเจือจางไปกับสายฝน...
...
ว่ากันว่าความโง่ของคนเรามันไม่มีขีดจำกัด
...ท่าจะจริงนะ
มันกี่ครั้งมาแล้ว จียงเองก็ไม่อยากจะนับ ทั้งๆที่เขาซื่อสัตย์กับใจของเขาเองมาตลอด แต่ทำไมผลลัพธ์ที่ออกมามันช่างเจ็บปวดเสมอ ...กับคนที่เขารัก จะมีสักครั้งไหมที่ได้ใจที่แท้จริงกลับมา ...แม้จะใกล้ชิดกันขนาดไหนแต่เหมือนห่างไกลเหลือเกิน
สายตาที่มองคนอื่นล้วนก่อให้เกิดคำถามขึ้นในใจ
... ไม่รักกันแล้วทำไมถึงไม่ปล่อยเขาไป
... ไม่ต้องการแล้วทำไมตัดใจไม่ได้สักที
... ยังมีสิ่งใดอีกที่อยากจะเหนี่ยวรั้งไว้
...
ใจร้ายเหลือเกิน
...
จียงหลับตาลงแล้วเริ่มออกเดิน ...ต้นหญ้าริมทางเท้าชื้นชุ่มไปด้วยน้ำฝน ผู้คนถือร่มหลากหลายสีสันเดินผ่านเขาไปเป็นคู่ ไหล่เล็กที่เปียกปอนนั้นสั่นน้อยๆเมื่อลมฝนพัดต้องกาย
จนสุดปลายทางมาหยุดอยู่ไม่ไกลจากประตูบ้าน
...กลับมาแบบนี้อีกจนได้
ซึงฮยอนจะโกรธเขาอีกหรือเปล่า
...
“...จียง” คำเรียกที่คิดว่าจะได้ยินเมื่อเปิดประตูบ้านเข้าไปกลับกลายเป็นได้ยินจากเบื้องหลัง ชเวซึงฮยอนในสภาพเปียกปอนเสียยิ่งกว่าเขากำลังมองตรงมาด้วยสายตาที่เขาไม่เคยเห็น
“...ทำไมกลับมาแบบนี้อีก” เสียงทุ้มถามเมื่อเดินเข้ามาใกล้
จียงก้มหน้าเลี่ยงคำถาม เขาทำแบบนี้ทุกครั้งเพราะซึงฮยอนจะถามแค่ครั้งเดียวเสมอ
...แต่คราวนี้คงไม่ได้แล้ว “...ฉันถามนายอยู่นะ เมื่อไหร่จะตอบสักที!” ซึงฮยอนทิ้งกระเป๋าลงกับพื้นแล้วตรงเข้าไปเขย่าไหล่เล็กตรงหน้า “คิดว่าฉันสนุกนักหรือไง คิดว่าทุกครั้งฉันรอนายด้วยความรู้สึกแบบไหน!”
จียงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สายตาที่มองมานั้นทั้งแข็งกร้าวและเจ็บปวด ซึงฮยอนเป็นอะไรไป... ทำไมถึงได้...
ทั้งร่างที่เปียกจนหนาวสั่นนั้นถูกดึงเข้าไปแนบชิด ใบหน้าของจียงที่เงยขึ้นตามแรงกระชากนั้นถูกมือใหญ่รั้งท้ายทอยไว้... ลมหายใจขาดห้วงเมื่อริมฝีปากที่เย็นเยียบนั้นเบียดประกบเข้ามา
ซึงฮยอนกำลัง... จูบเขา
...
จียงมองเห็นดวงตาคมที่หลับลงด้วยความรู้สึกสับสนและพ่ายแพ้ ที่หางตานั้นมีร่องรอยคราบน้ำตา... แม้เบาบางแต่ไม่อาจหลบซ่อน... จูบที่สั่นไหว... สัมผัสแผ่วเบาราวกับจะรอให้ผลักไสออกห่าง
มือของจียงที่เคยดันแผ่นอกของซึงฮยอนเหลือเรี่ยวแรงจับต้องไว้เพียงผิวเผิน สรรพเสียงใดๆช่างเงียบงันเมื่อเทียบเคียงเสียงหัวใจตรงหน้า
...เปลือกตาบางกระพริบขึ้นลงเชื่องช้า สวนทางกับเม็ดฝนที่ค่อยๆตกลงสู่เบื้องล่าง ริมฝีปากพลันเริ่มขยับตอบรับ... ลมหายใจอุ่นแลกเปลี่ยนไปพร้อมกันกับปลายลิ้นที่ขัดเขิน
ความรู้สึกในอกบีบรัดเมื่อสัมผัสถึงความยินยอม จะด้วยอารมณ์หรือความหวั่นไหวชั่ววูบก็ช่าง ซึงฮยอนไม่กล้าลืมตาด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะเป็นเพียงฝันกลางวันที่เกิดขึ้นอีกครั้งในฤดูฝน วงแขนเคลื่อนเข้าโอบรัดแผ่นหลังและเอวบางราวกับว่าจะไม่ยอมให้จียงจากไปไหน
ริมฝีปากนุ่มเริ่มอุ่นขึ้นไปพร้อมกับความแรงที่โถมเข้า ร่างเล็กถูกทรมานจากทั้งอารมณ์และความร้อนจนแทบลืมหายใจ
“จียง...” เสียงกระซิบแผ่วเรียกชื่อเขาเมื่อผละจากกันเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับไปประสานกันอีกครั้ง
...ม่านน้ำฝนยังคงตกคลุมกายทั้งสองไว้ราวกับจะบดบังทั้งคู่จากโลกภายนอก
ถ้าหากว่ามีแค่เรา...
ถ้าไม่มีผู้หญิงคนนั้นจะเป็นยังไง...
แต่ในความเป็นจริงมันไม่ง่ายแบบนั้น ซึงฮยอนรู้ดี... จียงกำลังจะจากเขาไปแล้ว ดึงดันไปเช่นนี้แล้วได้อะไร รังแต่จะทำให้แผลในใจของเขามันกว้างขึ้น
แขนแกร่งเริ่มคลายแรงออก ริมฝีปากถูกถอนอย่างแผ่วเบา เหลือเพียงปลายจมูกที่ยังไล้วนข้างแก้ม... สัมผัสอ้อยอิ่งเหมือนยังไม่อยากแยกจาก
...เม็ดฝนยังคงร่วงหล่น จนจียงยากจะแยกมันออกว่าที่อยู่บนใบหน้าของเพื่อนเขานั้นคือน้ำตาหรือไม่
...ซึงฮยอนกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก สายตาไม่ละจากริมฝีปากแดงช้ำตรงหน้า เขาหลับตาลงก่อนจะเอ่ยปากออกมา “ไปซะ... ฉันคงปลอบนายไม่ได้อีกแล้ว”
...
...อากาศช่วงปลายฤดูฝนช่างหนาวเหน็บ
ผ่านมาสองวันแล้วหลังจากที่จียงหายออกไปจากบ้าน ซึงฮยอนยังคงนั่งมองฝนตกจากหน้าต่างห้องนอนของเขา ...ตัวหนังสือที่เขาอ่านไม่ได้ผ่านเข้าหัวแม้แต่น้อย แถมทุกครั้งที่มีเสียงเคาะประตูหน้า ใจเขากระตุกอย่างรุนแรงทุกครั้ง
กลัวว่าจะเป็นจียง
กลัวว่าจะไม่ใช่จียง
...ไปอยู่กับซอนเยจะเป็นยังไงบ้าง ทะเลาะกันอีกหรือเปล่า
พอเถอะ ไม่ใช่เรื่องของเราอีกต่อไปแล้วนี่
เขาเหลือบไปมองโทรศัพท์ที่ไม่ได้ดังขึ้นมานานแล้ว ปรกติถ้าไม่ใช่จียงก็แทบไม่มีใครโทรมาเพราะเขาไม่ค่อยให้เบอร์ใคร...
“สวัสดีครับ”
“...” ไม่มีเสียงตอบ
“สวัสดีครับ นั่นใครน่ะ” ...เขาเริ่มใจไม่ดี
“...ซึงฮยอนใช่ไหม” เสียงผู้หญิง ซอนเย? “นายอยู่ที่บ้านหรือเปล่า จียงอยู่ไหนบอกมานะ”
หา “อะไรกัน เขาไม่ได้อยู่กับเธอเหรอ”
“...หายไปไหนนะ” เสียงพูดฟังอยู่ไกลๆราวกับว่าเธอสบถกับตัวเอง “ฉันจะไปดูที่บ้านนาย อย่าไปไหนล่ะ”
ซึงฮยอนผุดลุกขึ้นนั่งเมื่ออีกฝ่ายตัดสาย ใจเขาร้อนรนแทบบ้า การเดินวนไปวนมาในห้องรับแขกแล้วเห็นโซฟาตัวที่จียงชอบนอนยิ่งไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น โทรศัพท์ที่กดหาจียงครั้งแล้วครั้งเล่าก็ได้รับข้อความว่าไม่สามารถติดต่อได้
ไม่นานประตูหน้าก็ถูกเปิดออก ซอนเยที่อยู่ในอารมณ์พาลเต็มที่เดินเข้ามาหา “เขาไม่ได้อยู่ที่นี่แน่นะ”
ซึงฮยอนต่างหากที่อยากจะตะโกนใส่หน้าเธอ อยู่ด้วยกันยังไงทำไมเขาหายไปถึงไม่รู้ “ตั้งแต่เมื่อไหร่...” เขาพยายามใจเย็น
ซอนเยถอนหายใจอย่างหงุดหงิด “เมื่อคืนวานเขามาหาฉัน แต่ตอนเช้าเขาหายไป” เธอจ้องหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง “ฉันไม่เชื่อว่านายจะไม่รู้ ถ้าเขาไม่ได้อยู่กับนาย ฉันก็ไม่รู้แล้วว่าเขาไปไหน”
ซึงฮยอนคว้าเสื้อคลุม กระเป๋าเงินและกุญแจรถจะออกไปตามหา แต่ซอนเยยังไม่เลิกโวยวาย “นายรู้ล่ะสิ! ฉันกะแล้วว่านายต้องรู้” เธอดึงแขนเขาไว้ “ใช่สินะ... มีอะไรบ้างที่ชเวซึงฮยอนไม่รู้เกี่ยวกับควอนจียง!”
ซึงฮยอนร้อนใจไม่อยากฟัง ในใจเขาตอนนี้ว้าวุ่นถึงคนที่หายไปจึงสะบัดแขนออก แต่มีคำที่ออกมาจากปากซอนเยทำให้เขาต้องหยุดชะงัก “นายทำอะไรเขาใช่ไหม บอกฉันมาเดี๋ยวนี้!”
...ทำอะไร คนอย่างเขาจะยังทำอะไรได้อีก
“ฉันไม่มีวันให้อภัยนายแน่... ฉันไม่เชื่อว่านายไม่ได้ทำอะไรจียง! วันนั้นเขามาหาฉันด้วยสภาพไหนนายรู้บ้างหรือเปล่า เขาไม่เคยเป็นแบบนั้นมาก่อน...” ซึงฮยอนเริ่มไม่เข้าใจแล้วว่าเธอกำลังพยายามบอกอะไร...“เอาแต่ร้องไห้ ถามอะไรก็ไม่ตอบ... มันเกิดอะไรขึ้นฉันไม่รู้แต่มันต้องเกี่ยวกับนายแน่ๆ!” นัยน์ตาของเธอเริ่มมีน้ำเอ่อล้น “ตลอดมา... ตั้งแต่แรกแล้วที่เขาเอาแต่พูดถึงนาย เขาบอกฉันเสมอว่านายชอบอะไร ไม่ชอบอะไร จนฉันคิดว่าฉันรู้จักนายมากกว่าเขาเสียอีก ...ยิ่งมาระยะหลังนี้เขานั่งมองแต่นายกับยูบินจนฉันสุดจะทนแล้ว ...เขามองพวกนายแล้วก็เอาแต่เงียบ”
ซอนเยปาดน้ำตาทิ้ง “ทั้งๆที่ฉันทำเพื่อเขาทุกอย่างแต่เขาก็ไม่เคยสนใจ... ทำไมล่ะ ทั้งๆที่เขาอยู่กับฉันเกือบตลอดเวลา แต่ทำไมคนที่จียงคิดถึงกลับเป็นนาย! แล้วจะให้ฉันเข้าใจว่าอะไรอีก!” เธอตัดพ้อทั้งน้ำตา “ฉันยอมไม่ได้! ฉันไม่อยากยอมรับว่าฉันแพ้คนอย่างนาย...”
...แล้วเสียงใดๆหลังจากนั้นซึงฮยอนก็ไม่ได้ยินอีกต่อไป ในหัวมันตื้อไปหมด ...นี่มันอะไรกัน จียง...
...ที่จียงเสียใจแบบนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า...
ภาพของร่างเล็กที่ตัวเปียกปอนเข้ามาหา...
ภาพสายตาของจียงที่มองเขาแบบนั้น...
... ไม่ใช่เพราะซอนเยหรอกหรือ
...
ซึงฮยอนเดินไปทรุดนั่งลงที่โซฟาของจียงอย่างหมดแรง เสียงทุ้มต่ำพูดเพียงเบาๆเพื่อจะกลบความสั่น “เธอออกไปซะ... ฉันอยากอยู่คนเดียว”
...เขาได้ยินเสียงประตูถูกเปิดออกและค้างอยู่ระยะหนึ่งก่อนจะถูกปิดลง
เมื่อไม่มีใครแล้วร่างใหญ่จึงไม่จำเป็นต้องแสร้งทำเป็นเข้มแข็งอีกต่อไป
ใบหน้าคมเข้มที่แต่งแต้มไปด้วยน้ำตาเอียงซบกับพนักพิง เขานั่งมองกระจกที่ขึ้นฝ้าขาวด้วยความเย็นจากพายุฝนภายนอก ฝ่ามือเลื่อนไปจับผ้าลายสก๊อตสีน้ำตาลหุ้มเบาะที่เก่าลงไปตามระยะเวลาเกือบสี่ปี ตั้งแต่ที่พวกเขาทั้งสองย้ายเข้ามาเช่าบ้านนี้ใหม่ๆ
ไม่ว่าจะดีใจหรือเสียใจ จียงชอบมานั่งตรงนี้เสมอ
...นายไปไหนแล้ว ...ฉันทำอะไรลงไป
“...จียง”
“ฉัน...”
“ฉันอยากเจอนาย... อยากนั่งมองเวลานายอ่านหนังสือ”
“อยากเห็นเขี้ยวเล็กๆนั่นเวลานายยิ้ม...”
“อยากกอดนาย...”
“...อยากนั่งอยู่ด้วยกันที่โซฟาเก่าๆนี่แล้วกอดนายไว้จนเช้า...”
...
“...ฉันรักนายหรือเปล่า จียง”
...
“...ซึงฮยอน” เสียงเรียกคุ้นหูปนสะอื้นนิดๆที่เขาคิดถึงกระซิบขึ้นจากด้านหลัง แต่ไม่ทันที่เขาจะหันไปมองกลับรู้สึกถึงแรงกอดจากท่อนแขนเล็กๆที่โอบเอวเขาเอาไว้... ไรผมสั้นสีดำที่เปียกชี้นเพราะน้ำฝนอย่างเคยซบลงกับไหล่
“...จียง ฉัน...”
“พอแล้ว! พอแล้วฉันไม่อยากฟัง...” เสียงเล็กร้องห้ามพร้อมๆกับแรงกอดกระชับแน่นเข้า “...ฉันได้ยินสิ่งที่ฉันอยากฟังแล้ว นายอย่าพูดอะไรอีกได้ไหม...”
...
...แล้วซึงฮยอนก็ไม่ได้พูดอะไรอีกจริงๆ
...มีเพียงโซฟาตัวเก่านี่กับจียงที่นั่งอยู่ด้วยกันแบบนี้ เขาเองก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้วเหมือนกัน
...
Fin~
