2010/May/02

Title: Family Portrait
Status: 6/6
Fandom: Bigbang
Pairing: Tempo x Jiyong
Author: kiba kai
Rating: PG-15
Genre: AU
Disclaimer: don't own the boys, no money made
Warning: YAOI [BOY x BOY]

Author’s Note: ก็บอกแล้วงายยยย ว่าฟิคครอบครัว อิอิ ….สุดท้ายแล้วค่า~ *โค้ง* แต่จริงๆเอ่อ ไปอ่านมาก่อนอีกรอบก็ดีนะ ...
Image Song: Big Bang – Haru Haru (acoustic version) < …ฟะ... ฟังสักครั้งก็ดีนะ ถึงจะเคยฟังแล้ว แต่ก็ฟังอีกรอบก็จะดีนะ... ต้องเวอร์ชั่นนี้ด้วยนะ >///< มันเพราะมากนะ
http://www.youtube.com/watch?v=X48HQ4s_dnM
For earlier chapter: [my fic index]

 

 







...

รู้สึกอะไรไหม...

...พอใจหรือยัง




คลาน

.

คนเย่อหยิ่งอย่างควอนจียง

ทำถึงขนาดนี้เพียงเพื่อจะหนีเขาไป

...





user posted image


Family Portrait
By kiba kai





Chapter 6: Day by Day









อากาศหนาว...

เด็กหนุ่มผมบลอนด์ใต้ผ้านวมผืนหนาค่อยๆขยับตัวลุกขึ้นมองไปนอกหน้าต่าง มือบางเลื่อนกระจกออกเพื่อทักทายดอกทิวลิปสีแดงในกระถางที่เพิ่งได้มาพร้อมกับห้องนี้

ทิวทัศน์ด้านนอกของอพาร์ทเมนต์กลางเมือง จะเป็นอะไรไปได้นอกจากถนนหนทางและตึกที่พักอาศัยอื่นที่เรียงรายติดกัน

เรียวปากยิ้มต้อนรับวันใหม่เพียงลำพัง ...ในห้องพักที่เขาเป็นคนเลือกเอง ผนังห้องและเฟอร์นิเจอร์ภายในเป็นแบบที่เขาชอบ น่าเสียดายที่จียงไม่คิดจะตกแต่งอะไรนักแม้จะสะดวกสบายและอยู่ใกล้กับที่เรียนขนาดไหน

...หรือเพราะเขาเองไม่คิดจะอยู่นาน

โทรศัพท์สีขาวเครื่องเก่าที่ไม่ใช่หมายเลขเดิม เขาคอยเช็คอยู่เสมอว่าแม่โทรมาหรือเปล่า หลายวันแล้วที่เสียงเล็กๆนั่นแทบจะมีแต่แม่เขาเท่านั้นที่ได้ยิน ‘สบายดีฮะ แต่รายงานยังไม่เสร็จเลย’... เขาตอบเธออย่างนั้น

…ไปมหาวิทยาลัยแต่เช้า กินข้าวกับเพื่อน ค่ำๆก็กลับ ...จียงก็ดูมีความสุขดี เหมือนวงกลมที่เกือบจะสมบูรณ์ เพียงแค่เกือบเท่านั้น ถ้าเพียงมองผ่านมันคงดูเป็นรูปร่าง แต่หากมองให้ชัด ...เส้นปลายทั้งสองข้างนั้นหาได้มาบรรจบกันไม่

ราวกับมีบางอย่างขาดหาย

...มีบางสิ่งที่พยายามลบทิ้งไป

...

ร่างบางแต่งตัวเตรียมออกจากบ้านโดยไม่ลืมแซนด์วิชที่ทำไปเผื่อเพื่อนอีกสองคน ผ่านไปเป็นอาทิตย์แล้วจากวันแรกที่เขามาอยู่ที่อพาร์ทเมนต์ตึกเดียวกับแดซองและซึงริ ถึงแม้ว่าในทุกวันวิชาเรียนจะเริ่มพร้อมกัน แต่เขาจะออกไปขึ้นรถไฟคนเดียวก่อนคนอื่นเสมอ

กล่องสีและพู่กันนอนนิ่งอยู่ก้นกระเป๋า

...มีบางเรื่องที่เขายังต้องทำ







...







ก็คงเหมือนทุกวันที่พ้นผ่าน...

ก่อนจะลืมตาขึ้น มือของทงยองเบเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างหมอนขึ้นก่อนเสมอ กดไล่ดูหมายเลขที่ไม่ทันได้รับสายแล้วหวังจะให้มีใครสักคนอยู่ในนั้น ...แม้จะกี่วันมาแล้วที่เขาต้องผิดหวัง

แต่ว่า...

‘เบอร์โทรศัพท์ที่คุณต้องการติดต่อถูกยกเลิกไปแล้วค่ะ’ กระทั่งหมายเลขที่จียงไม่เคยเปลี่ยน

...นั่นยิ่งทำให้เจ็บปวดเสียยิ่งกว่า

มันเกิดอะไรขึ้น จียงเป็นอะไร... ทำไมไม่บอกเขาสักคำ

...ทำไมถึงจากไป

...ตั้งแต่วันที่จียงขอแยกไปอ่านหนังสือกับเพื่อน ทั้งที่เขาบอกแล้วว่าจะไปรับ แต่กลับมีเพียงโทรศัพท์จากแดซองที่จียงฝากบอกสั้นๆว่า ‘ไม่ต้องเป็นห่วง’ เท่านั้น...

...

หากความรู้สึกเช่นนั้นห้ามกันง่ายดาย ...เขาคงไม่ปล่อยมันไว้ขนาดนี้

ยองเบเคยไปรอจียงที่ตึกเรียนมาแล้ว และวันนั้นไม่ใช่ว่าเขาไม่ได้เห็น ...เด็กหนุ่มผมบลอนด์กับรอยยิ้มที่ส่องประกายท่ามกลางคนแปลกหน้า ...ชื่อของเด็กหนุ่มคนนั้นที่เขาร้องเรียก

ใบหน้ากลมเหลียวมอง ...แต่ไม่เดินเข้ามาหา

ครั้นแล้วที่เขาจะเป็นฝ่ายเดินตาม ...มือบางกลับยกขึ้นช้าๆ

เพื่อ... ห้าม?

...

เขาไม่เข้าใจ... ไม่รู้เลยว่าีจียงพยายามบอกอะไร แต่สองขาเขาก้าวไม่ออก...

เพราะถ้าจียงบอกว่า ‘ไม่’ ...เขานั้นหรือจะกล้าฝืน

...


ผีเสื้อกำลังบินจากไป




...






หลายวันมาแล้วที่ชเวซึงฮยอนกลับบ้านเสียดึกดื่น แม้ฮงจุนจะบอกว่าไม่ใช่เรื่องแปลกตรงไหนหรือมีอะไรต้องกังวล เพราะลูกชายคนใหม่ของเธอออกไปปาร์ตี้ตามคลับเสมอๆ แต่จียอนก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะที่เห็นนั่น ถ้าดูดีๆแล้ว

...ให้เมามายหรือพาผู้หญิงสักคนกลับมายังจะดีเสียกว่า

มันเริ่มตั้งแต่ห้าวันก่อน ในเวลากลางดึกที่เธอกังวลเรื่องของจียงจนนอนไม่หลับนั้นบังเอิญว่าเธอเดินลงมาข้างล่าง ประตูใหญ่ถูกเปิดออกช้าๆ และที่ก้าวเข้ามาคือซึงฮยอนในสภาพที่เธอไม่เคยเห็น

...ไม่มีกลิ่นบุหรี่ กลิ่นแอลกอฮอล์หรือน้ำหอมของคนอื่น

สายตาไม่เคร่งขรึมดุดัน หากแต่เลื่อนลอยคล้ายมีอะไรในใจ

...เพียงพ้นประตูไม่นาน ร่างสูงในเสื้อโค้ทนิ่งมองอะไรบางอย่าง...

เปียโน?

...พื้นห้อง?

...

...ก่อนทั้งร่างจะทรุดลงช้าๆ

...

จียอนไม่กล้าแม้แต่จะเรียก ไม่กล้าแม้จะให้เขารู้ว่าเธอยืนอยู่่ตรงนี้

เพราะราวกับมีบางอย่างหักโค่นลงในใจของเด็กหนุ่ม

...

ท่ามกลางความเงียบสงัด เสียงหายใจที่ยินนั้นราวกับมีใครบางคนกำลัง... ร้องไห้

แม้อยู่ลำพัง เขายังพยายามสะกดมันไว้

มือข้างที่ไม่ได้ใช้กั้นเสียงและน้ำตา... กำแน่นอยู่ข้างกาย

...

บาดลึกถึงเพียงนั้น

สิ่งใดกันที่ทำให้เด็กคนนี้เจ็บปวด

เธอทำได้เพียงปล่อยเขาไว้คนเดียวเท่านั้น

...

ทว่านับแต่นั้น บนโต๊ะอาหารในทุกๆเช้าที่เร็วกว่าปรกติ ชเวซึงฮยอนคนเดิมกับสีหน้าเรียบเฉยยังคงนิ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ...ราวกับว่าตัวเขาในเวลากลางคืนเป็นใครอีกคนที่แม้แต่ตัวเองยังไม่รู้จัก

ท่าทางเงียบขรึมแม้ไม่แตกต่างจากทุกครั้งที่เห็น แต่น่าประหลาดนักเมื่อจียอนถามบางอย่างออกมา...

“คุณซึงฮยอนคะ กำลังไปมหาลัยใช่ไหมคะ คุณเจอจียงบ้างหรือเปล่า”

ตาคมหลับลงเพียงชั่วครู่ หากแต่ฝืนลืมขึ้น “...มีอะไร”

เธอไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่มันคล้ายกันมาก ...คล้ายกับสีหน้าของจียงเวลาที่เธอถามถึงซึงฮยอน “ฉันเป็นแม่คน ฉันพอดูออกค่ะเวลา ‘ลูก’ มีเรื่องไม่สบายใจ จียงเองคุยกับฉันมาตลอด แต่ระยะนี้เขาไม่เหมือนเดิม” ...ขนาดถึงขั้นไม่ยอมกลับบ้าน “...แม้ฉันจะเชื่อว่าจียงเป็นผู้ใหญ่แล้ว ...แต่คนเป็นแม่ ยังไงก็อดห่วงไม่ได้”

“...”

“…ฉันแค่อยากรู้ว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง”

“ทำไมไม่ไปดูเอง”

“...” เป็นฝ่ายจียอนที่เงียบไป ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ ลูกฝืนคุยกับเธอทุกวัน ...ถ้าเธอไปหา จียงก็คงต้องฝืนกระทั่งยิ้มให้เธอด้วย

ซึงฮยอนวางช้อนอาหารลง

.

ท่ามกลางความหนาวเหน็บของสายลมในทุกๆวัน...

...รอยยิ้มที่เห็นนั่นมีให้เพียงดอกทิวลิปแดง

.

“...ก็ดูสบายดี ไม่ต้องห่วง”

เขารวบช้อนแล้วลุกขึ้นจากโต๊ะหลังจากเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ แต่ก่อนจากไปเขาได้เอ่ยขึ้น “งานแต่งอาทิตย์หน้า พ่อบอกว่าคุณอยากใช้สนามด้านหลัง...”

“ถ้าไม่เป็นการรบกวนจนเกินไปนะคะ ...จียงเองก็เห็นว่าสวยดี”

“ตามสบาย...”

“เดี๋ยวค่ะ คุณซึงฮยอน” เธอลุกขึ้นเรียก

เขาเพียงชะงักเท้าเพื่อฟังเท่านั้นแต่ไม่ได้หันมา

ซึ่งเธอไม่ได้หวังอยู่แล้ว “ฉันแค่อยากให้คุณรู้ ว่าแม้ฉันไม่ใช่คนที่มีอะไรติดตัว แต่ฉันไม่เคยคิดเอาอะไรไปจากพ่อคุณ”

... “...อืม”

มีแต่ตัวอย่างนั้นหรือ มีแต่ตัวแต่พ่อเขาก็ยังต้องการ

เอาเถอะ...

ในเวลานี้เขาไม่สนอะไรทั้งนั้น

บ้าน ที่ดิน เครื่องเพชร แม้วันไหนอยากได้ขึ้นมาเขาก็จะไม่ห้าม

...หากมันจะรั้งใครอีกคนไว้ได้

เพราะตราบใดที่ผู้หญิงคนนี้อยู่ที่นี่...

...

ผีเสื้อของเขาคงบินกลับมา




...






ไปเรียน... หรือไม่ไป

ทงยองเบยืนมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกบานใหญ่ ปกเสื้อกำลังถูกจัดให้เข้าที่ หลายวันมานี้เขาไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรทั้งนั้น ถ้าไปแล้วจะเห็นจียงมองเขาด้วยสายตาแปลกๆอีกหรือเปล่า... จะเห็นเขาจากไปต่อหน้าอีกไหม

... ‘ตามใจมากไปก็ไม่ดีนะ ...บังคับมันบ้างก็ได้’

วูบหนึ่งของความคิดที่คำพูดของพี่เบคคยองแวบเข้ามา ทั้งๆที่มันไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรกันเลย

แต่จะให้ทำยังไง... บังคับใจคนอื่น? หรือบังคับใจตัวเราเองให้ทำแบบนั้น? ...เขาทำได้เสียที่ไหน

...เพราะสายตานั่น

...

ไม่สิ

เจ็บก็ไม่เป็นไร... ขอแค่ได้เห็นก็พอ


สายลมเย็นพัดผ่านเหนือลานกว้างของชมรม ทงยองเบกำลังเดินเหยาะม้าอยู่ริมรั้ว แม้ภายนอกจะดูสงบนิ่งสักเพียงไหน ช่างต่างกับในใจเขาที่ปั่นป่วนจนแทบไม่เป็นตัวของตัวเอง แม้จะขึ้นนั่งบนม้าสีน้ำตาลของเขา ใจก็ยังไม่สงบ...

สายตามองไปยังรั้วกระโดดที่เรียงรายอยู่เบื้องหน้า ริมฝีปากถูกเม้มเบาๆก่อนสายบังเหียนจะถูกกระตุ้นให้ม้าออกวิ่ง ...เสียงควบของกีบเท้าดังกึกก้องกว่าครั้งไหน แต่แล้วเมื่อถึงเบื้องหน้าราวกระโดด ม้าของเขากลับหยุดชะงักจนเขาเองยังเกือบเสียหลักไปด้วย

...ทำไม่ได้

คงเพราะเขาไม่เคยบังคับให้ม้าตัวนี้กระโดด

เทียบกับท่วงท่าอันสง่างามของซึงฮยอนและม้าสีดำแล้ว ตัวเขาไม่มีอะไรเลย...

ยองเบลูบหลังคอม้าของเขาอย่างอ่อนโยนราวกับจะปลอบว่าไม่ใช่ความผิดของมัน

“ว่าไงคุณประธาน ไม่เห็นซะหลายวันเลยนะ” ซองเบคคยองวางถังน้ำพลางยกผ้าขึ้นเช็ดเหงื่อ

ซึ่งยองเบได้แต่ส่งยิ้มบางกลับไป

มือเล็กยัดผ้ากลับลงกระเป๋าหลัง แต่ก่อนเดินสวนออกไปเขายังหันมาบอก “...มีคนมารออยู่ที่คอกแน่ะ”

มีคนรอ? หรือว่า...

...ไม่หรอก พี่เขาคงหมายถึงเชรินมากกว่า เพราะเขามักบังเอิญเจอรุ่นน้องปีหนึ่งคนนี้ที่โรงเลี้ยงเสมอ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้รีบร้อนอะไร

ทว่าที่ยือรอเขาอยู่นั้นไม่ใช่เชริน...

ร่างบางกับผมบลอนด์สีสว่างที่กำลังยืนพิงรั้ว เงยหน้าขึ้นมองเขา

...

เกือบอาทิตย์หนึ่งที่ผ่านมา ยองเบไม่รู้เลยว่าัตัวเองคิดถึงรอยยิ้มนี้มากขนาดไหน

“ทำไมทำหน้าแบบนั้น ลืมแล้วเหรอว่าวันนี้วันอะไร” ...เสียงที่เขาไม่ได้ยินมาเสียนาน

...วันอะไร? นั่นสินะ ลืมไปได้ถึงขนาดนี้

ร่างบางยันตัวขึ้นจากรั้วไม้ แต่ละก้าวค่อยๆเดินเข้ามาใกล้ ...สายตาของยองเบมองตรงไปเพียงปลายเท้าของจียงเท่านั้น เพราะมีสักก้าวที่คงจะหยุดลงในไม่่ช้า

...แต่ไม่เลย เพื่อนเขายังคงเข้ามาใกล้ ...ใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจกระทบอยู่ข้างหู ปลายมือเอื้อมมาโอบรอบคอเขาไว้ ...และความอบอุ่นเริ่มแผ่ขยายไปทั้งร่าง

“สุขสันต์วันเกิดนะ ยองเบ”

...

วินาทีนั้นเองที่หัวใจเขาเต้นผิดจังหวะ ...ความหวังและความเป็นไปได้เอ่อท้นขึ้นในจิตใจ

...

...เพียงเพื่อจะพังทลายลงอีกครั้ง

ข้ามไหล่เล็กๆนี่ไป ภาพวาดสีน้ำมันบนขาตั้งข้างหลังนั่นคือของขวัญวันเกิดที่ขอให้เพื่อนวาดม้าคู่กันให้

ตอนนี้มันคงเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทว่าในภาพมีม้าเพียงตัวเดียวเท่านั้น

...ม้าสีน้ำตาลของเขาเอง

...

รู้แล้ว... สินะ

ว่าสิ่งที่เขาขอมีความหมายว่ายังไง และนี่คือคำตอบของจียง

ความรู้สึกที่เขาเก็บไว้กับตัวมาเนิ่นนาน เพื่อนเขาคงรู้แล้ว

“ยองเบ...”

สองแขนเปราะบางกระชับแน่นเข้า เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่เขาจะได้รับสัมผัสแบบนี้จากจียง ทุกครั้งที่ผ่านมามันมีความหมายเสมอ และครั้งนี้ก็คงเช่นกัน ...ราวกับเครื่องย้ำเตือน

...ว่าอ้อมกอดนี้ จียงมอบให้ ‘เพื่อน’ อย่างเขาเท่านั้น

...

เวลา... มันหมดแล้วใช่ไหม

...

กี่วัน... กี่เดือน...

...กี่ปี

ความรู้สึกนั้นราวกับผลึกแก้วเปราะบางที่เขาเฝ้าดูแลมาตลอด

จนถึงวันที่มันถูกปล่อยให้ร่วงหล่นลงกระแทกพื้น

แหลก... ละเอียด

...

“ยองเบ... ฉัน...”

...เสียงเล็กยังเรียกหาเขา

จริงสินะ ไม่ใช่ว่าเขาสูญเสียไปแล้วทุกอย่าง หากไม่หลงเหลือสิ่งใดเลย คนๆนี้ไม่จำเป็นแม้จะต้องมาอวยพรให้

...เช่นนั้นจะเป็นไรไป เมื่อเทียบกับหลายวันที่ผ่านมาที่จียงไม่แม้แต่จะมองหน้าเขา ณ เวลานี้มันดีกว่ากันเท่าไหร่แล้ว ถ้านี่เป็นสิ่งเดียวที่จียงยังพอหยิบยื่นให้ได้ เขาก็จะไม่ร้องขออะไรอีก

...ไม่อีกเลย

“ไม่เป็นไร จียง ฉันไม่เป็นไร”



...





เด็กหนุ่มผมสีบลอนด์เอนหลังพิงเข้ากับพนักเก้าอี้ยาวบนรถไฟ สิ่งที่ทำลงไปเมื่อครู่ไม่ใช่ว่าเขาไม่เจ็บปวด แต่ที่ต้องทำเพราะ ...ยองเบ หากเป็นคนอื่นที่ไม่สนใจ เขาคงนิ่งเงียบและไม่แม้แต่จะมองหน้า แต่นี่เป็นเพื่อนที่ดีกับเขาเสมอ หากลืมมันเสียพวกเขายังคงเป็นเหมือนเดิมได้ ...แต่เขาคงไม่กล้าขอให้ยองเบช่วยอะไรอีกแล้ว

ศีรษะพิงลงกับกระจกใส ร่างบางถอนหายใจเมื่อคิดถึงความรู้สึกที่ได้รับ

...

ยองเบหรือ...

ยองเบดีกับเขาทุกอย่าง

ถ้าเขาต้องการใครสักคน ทำไมถึงไม่เป็นยองเบ?

...ไม่

ไม่เกี่ยวกับยองเบ...

เพราะสำหรับเขา คงไม่มีใครอื่นอีกแล้ว

...

...ดอกไม้กับผีเสื้ออย่างนั้นหรือ

ในโลกของเขามีดอกไม้เพียงดอกเดียวเท่านั้น

เมื่อมันตายไปแล้ว ...ทุกอย่างก็จบกัน




...



ระหว่างทางเดินกลับอพาร์ทเมนต์ ลมหนาวพัดแรงขึ้นอีกครั้ง และมือบางขยับผ้าพันคอให้แน่นเข้า เสียงโทรศัพท์ดังขณะที่จียงกำลังหาคีย์การ์ด ...เบอร์ที่ไม่รู้จัก? เขาตั้งใจจะไม่รับ แต่ว่า... คนที่รู้เบอร์นี้มีแต่แม่เขากับแดซองและซึงริเท่านั้น

“สวัสดีครับ” เขาตอบขณะไขประตูเข้าห้อง

“...จียง? นั่นเธอใช่ไหม” เพียงแค่เสียงที่เรียกชื่อ ทำเอาเขาแทบหายใจไม่ออก เพราะคล้ายมาก ...เสียงทุ้มนั่นคล้ายกันเกินไป

แต่จงอย่าลืม ว่าคนๆนั้นเคยเรียกชื่อเขาเสียที่ไหน ...ฟังให้ดีแล้วนั่นคือคนรักของแม่ต่างหาก “คุณฮงจุน...”

“...เธอไม่กลับบ้านเลย ฉันเป็นห่วงมากนะ ไม่ใช่แค่ฉัน แม่ของเธอก็ด้วย” น้ำเสียงที่ใช้ไม่ได้ตำหนิติเตียนอะไร ยิ่งฟังคล้ายตัดพ้อยิ่งทำให้จียงรู้สึกผิด

“ผมต้องทำรายงาน...”

“จียง ...อย่าทำแบบนี้ ... หรือว่าเธอไม่อยากอยู่ที่นี่จริงๆใช่ไหม ...เกลียดฉันเหรอ ...เป็นลูกฉันไม่ได้เหรอ” ...เขาไม่อยากให้ฮงจุนคิดแบบนั้น เพราะแท้ที่จริงแล้วเป็นเขาเองที่อยู่ไม่ได้

“...ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ”

“หรือไอ้ซึงฮยอน? ไอ้ซึงฮยอนทำไม่ดีกับเธอใช่ไหม มันพูดอะไรแย่ๆหรือเปล่า”

“...”

“จียง ...เจ้านั่นเป็นคนปากเสีย เอาแต่ใจ แต่มันไม่ใช่คนไม่ดี เธอรู้ใช่ไหม”

...เขาไม่รู้หรอก ...ไม่รู้อะไรทั้งนั้น “นั่นไม่เกี่ยวหรอกครับ แต่ยังไงรบกวนคุณฮงจุนด้วย ต่อไปอย่าใช้ให้เขามาทำอะไรให้ผมอีก”

“...ทำอะไร?”

“เหมือนที่เคยสั่งให้เขาขับรถไปรับไปส่ง...” ยิ่งบังคับกันแบบนั้น …เขาถึงโดนดูถูกทุกครั้ง

ฮงจุนชะงักไปราวกับไม่เข้าใจ “ใครบอกเธอน่ะจียง ถึงจะเป็นลูก แต่ฉันสั่งเจ้